เทเธอร์เดินหน้าซื้อบิตคอยน์(BTC) เพิ่มอีก 951 BTC ตอกย้ำกลยุทธ์สะสมระยะยาวอย่างชัดเจน หลังยอดถือครองรวมขยับเป็น 97,141 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 7.2 พันล้านดอลลาร์ตามราคาตลาดล่าสุด ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ตลาดจับตาว่า บิตคอยน์(BTC) ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไรสำหรับเทเธอร์ แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์บริหารเงินทุนของบริษัทอย่างจริงจัง
เมื่อวันที่ 22 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ MEXC Ventures ระบุว่า ผู้ออกเหรียญ USDT รายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างเทเธอร์ได้เข้าซื้อบิตคอยน์(BTC) เพิ่ม 951 BTC หรือราว 70 ล้านดอลลาร์ โดยข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากการติดตามธุรกรรมบนบล็อกเชนของอาร์คัม อินเทลลิเจนซ์ ซึ่งพบว่าเหรียญถูกโอนไปยังที่อยู่กระเป๋า ‘Tether: BTC Reserve’ ที่เชื่อว่าเป็นกระเป๋าสำรองบิตคอยน์(BTC) อย่างเป็นทางการของบริษัท
รายงานระบุด้วยว่า กระเป๋าดังกล่าวสอดคล้องกับที่อยู่ซึ่ง เปาโล อาร์โดอิโน(Paolo Ardoino) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเทเธอร์เคยยืนยันไว้ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้การถือครองบิตคอยน์(BTC) ของบริษัทเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 97,141 BTC และหากอิงราคาที่ประมาณ 74,650 ดอลลาร์ต่อ BTC มูลค่ารวมของพอร์ตนี้จะอยู่ที่ราว 7.2 พันล้านดอลลาร์
สิ่งที่ทำให้การซื้อครั้งนี้สำคัญ ไม่ใช่แค่จำนวนเหรียญ แต่เป็นโครงสร้างเบื้องหลังของการตัดสินใจ MEXC Ventures ชี้ว่า เทเธอร์ได้ประกาศนโยบายตั้งแต่ปี 2023 ว่าจะนำกำไรจากการดำเนินงานจริงสูงสุด 15% ไปจัดสรรเข้าซื้อบิตคอยน์(BTC) และยังคงดำเนินนโยบายนี้ต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าเทเธอร์ไม่ได้ซื้อแบบฉวยจังหวะระยะสั้น แต่ใช้แนวทาง ‘เป็นระบบ’ ที่เชื่อมโยงกับรายได้ของธุรกิจโดยตรง
ในมุมการเงิน กลยุทธ์นี้เกิดขึ้นได้เพราะเทเธอร์มีฐานะที่แข็งแรงพอจะรองรับ ปัจจุบัน USDT มีมูลค่าตลาดราว 1.85 แสนล้านดอลลาร์ และรายได้จากการบริหารเงินสำรองที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐช่วยหนุนผลกำไรของบริษัทอย่างมาก รายงานประเมินว่า เทเธอร์อาจทำกำไรสุทธิในปี 2025 ได้มากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันยังมีเงินสำรองส่วนเกิน 6.3 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับหนี้สินรวม 1.865 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทยังรักษาเสถียรภาพของการตรึงมูลค่า USDT ได้ในระดับที่แข็งแกร่ง
ภาพนี้ทำให้เห็นว่า เทเธอร์สามารถขยายพอร์ตไปยังสินทรัพย์ทางเลือกอย่างบิตคอยน์(BTC) และทองคำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนความมั่นคงของธุรกิจหลัก รายงานยังระบุว่า นอกจากเงินสดและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐแล้ว เทเธอร์ยังถือทองคำจริงมูลค่าประมาณ 1.74 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนแนวทางลดการพึ่งพาสินทรัพย์ที่อิงระบบการเงินแบบดั้งเดิมมากเกินไป และเพิ่มการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อหรือการอ่อนค่าของสกุลเงิน
ในบริบทนี้ บิตคอยน์(BTC) ถูกวางบทบาทเป็น ‘สินทรัพย์เก็บมูลค่า’ ระยะยาว ด้วยคุณสมบัติด้านความขาดแคลนและความเป็นอิสระจากศูนย์กลาง หลายฝ่ายมองว่าแนวคิด ‘ทองคำดิจิทัล’ เริ่มสอดคล้องกับวิธีคิดเชิงงบดุลของบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะองค์กรที่มีเงินสดไหลเข้าจำนวนมากและต้องการกระจายความเสี่ยงของสินทรัพย์สำรอง
อีกประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจคือผลกระทบด้านอุปสงค์ เพราะรูปแบบการซื้อของเทเธอร์ไม่จำเป็นต้องอิงจังหวะราคาต่ำสุด แต่เป็นการทยอยซื้อจากสัดส่วนกำไรที่กำหนดไว้ล่วงหน้า จึงมีโอกาสสร้างแรงซื้อพื้นฐานให้กับบิตคอยน์(BTC) อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ตลาดแกว่งตัวหรือขาดปัจจัยบวกใหม่ นักลงทุนบางส่วนมองว่ากลไกแบบนี้อาจช่วยประคองความเชื่อมั่นในช่วงที่ราคาบิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวแถว 74,000 ดอลลาร์ได้ระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ กรณีของเทเธอร์ยังมีนัยต่อโลกธุรกิจในวงกว้าง เพราะในอดีต บริษัทส่วนใหญ่มักเก็บสินทรัพย์สำรองไว้ในรูปเงินสด เงินฝาก หรือพันธบัตรระยะสั้นเป็นหลัก แต่การเดินเกมของเทเธอร์แสดงให้เห็นว่า หากองค์กรมีรายได้แข็งแรงและบริหารความเสี่ยงได้ดี ก็สามารถนำบิตคอยน์(BTC) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินระยะยาวในงบดุลได้เช่นกัน แนวโน้มนี้อาจกลายเป็นต้นแบบให้บริษัทอื่นทั้งในและนอกอุตสาหกรรมคริปโตพิจารณาแนวทางคล้ายกันในอนาคต
‘ความคิดเห็น’ กลยุทธ์ของเทเธอร์อาจไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการเดิมพันว่าราคาบิตคอยน์(BTC) จะขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการใช้กำไรส่วนเกินจากธุรกิจสเตเบิลคอยน์มาสร้างโครงสร้างเงินสำรองที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมเปิดรับมูลค่าระยะยาวของสินทรัพย์กระจายศูนย์ไปพร้อมกัน มุมนี้สะท้อนว่า บริษัทคริปโตรายใหญ่เริ่มบริหารตัวเองคล้ายสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการโทเคนอีกต่อไป
ท้ายที่สุด การซื้อรอบล่าสุดยืนยันว่าเทเธอร์มองบิตคอยน์(BTC) เป็นแกนหนึ่งของกลยุทธ์การเงินระยะยาว ไม่ใช่การลงทุนครั้งคราวเท่านั้น โดย MEXC Ventures ประเมินว่า หลังจากสะสมเกิน 97,000 BTC แล้ว เทเธอร์มีแนวโน้มเดินหน้าซื้อเพิ่มได้อีก หากผลประกอบการและกำไรส่วนเกินในแต่ละไตรมาสยังอยู่ในระดับสูง สำหรับตลาด บิตคอยน์(BTC) จึงอาจต้องจับตาไม่เพียงกระแสเงินจากกองทุน ETF เท่านั้น แต่รวมถึงแรงซื้อประจำจากผู้เล่นภายในอุตสาหกรรมอย่างเทเธอร์ด้วย
ความคิดเห็น 0