ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด กำลังเสนอโมเดลบัญชีใหม่ที่มีชื่อว่า ‘บัญชีชำระเงิน (payment account)’ เพื่อเปิดทางให้บริษัทคริปโตและฟินเทคด้านการชำระเงินสามารถเข้าถึงระบบการเงินของเฟดได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้บริการธนาคารแบบดั้งเดิม โมเดลใหม่นี้จะทำหน้าที่แตกต่างจากบัญชีหลัก (master account) ที่ธนาคารทั่วไปใช้งาน และอาจเป็นการแก้ปัญหาสำคัญที่อุตสาหกรรมคริปโตเผชิญมายาวนาน นั่นคือการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานของธนาคารกลาง
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) เฟดได้เปิดเผยข้อเสนอและเริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนสำหรับบัญชีชำระเงินดังกล่าว โดยระบุว่าโมเดลนี้จะถูกออกแบบมาเฉพาะเพื่อดำเนินการชำระเงินเท่านั้น ไม่มีบริการฝากหรือกู้ และสถาบันการเงินที่จะเปิดบัญชีนี้ ต้องสามารถใช้ได้เฉพาะกับสินทรัพย์ของตนเองเพื่อลดความเสี่ยงระบบ การเปิดรับความคิดเห็นจะมีขึ้นต่อเนื่อง 45 วันหลังจากประกาศลงทะเบียนใน Federal Register
บัญชีชำระเงินนี้จัดว่าเป็นบัญชีจำกัดวัตถุประสงค์และไม่มีการคิดดอกเบี้ย (non-interest bearing) โดยไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเครดิตจากเฟด หรือให้บริการแทนสถาบันการเงินรายอื่นได้ ทั้งนี้ เฟดยังกำหนดเพดานยอดเงินคงเหลือไม่เกิน 500 ล้านดอลลาร์ หรือ 10% ของสินทรัพย์รวมของสถาบัน—ขึ้นอยู่กับจำนวนใดน้อยกว่า เพื่อจำกัดกรอบการใช้งานไว้ที่การชำระและเคลียร์ธุรกรรมเท่านั้น
คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์(Christopher Waller) หนึ่งในผู้ว่าการของเฟด ประเมินว่าข้อเสนอนี้เป็น ‘ก้าวแรก’ ของการยกระดับระบบการชำระเงินให้ทันสมัย และเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะในด้าน ‘บล็อกเชน’ เขาระบุด้วยว่าเฟดเริ่มพัฒนาไอเดียนี้มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 และยังอยู่ระหว่างการประเมินความเป็นไปได้เพิ่มเติม
การเสนอโมเดลใหม่นี้ ถูกมองว่าอาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญสำหรับบริษัทคริปโตชื่อดัง เช่น ผู้ออกเหรียญสเตเบิลคอยน์ หรือผู้ให้บริการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ผ่านมาเคยพยายามขอเปิดบัญชีหลักกับเฟดแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ตัวอย่างเช่น ริปเปิล(XRP) และ Anchorage Digital ที่เคยยื่นคำขอแต่ถูกปฏิเสธ หรือเจอกระบวนการตรวจสอบที่ยาวนาน จึงเป็นไปได้ว่า บัญชีชำระเงินนี้จะกลายเป็นช่องทางใหม่ที่ปรับเงื่อนไขให้เหมาะกับบริษัทเทคโนโลยีการเงินที่ไม่มีธุรกิจฝากหรือปล่อยกู้
อย่างไรก็ตาม เฟดย้ำชัดเจนว่า ข้อเสนอนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางกฎหมายในการเปิดบัญชีกับเฟด แต่มุ่งแยกฟังก์ชันการใช้งานในกรอบกฎหมายเดิมเท่านั้น แม้จะเป็นรูปแบบ ‘บัญชีย่อยแบบไม่มียอดเงินถาวร’ แต่ก็ยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของบัญชีหลักที่อนุญาตเพียงหนึ่งบัญชีต่อสถาบันอย่างเคร่งครัด
ขณะเดียวกัน ก็ยังมีเสียงคัดค้านภายในเฟด โดยไมเคิล บาร์(Michael Barr) รองประธานฝ่ายกำกับดูแลแสดงความกังวลว่า การเปิดโอกาสให้สถาบันนอกเหนือการตรวจสอบจากเฟดสามารถเข้าถึงระบบนี้ จะเพิ่มความเสี่ยงด้านการฟอกเงินและการสนับสนุนเงินทุนให้กิจกรรมผิดกฎหมาย รวมถึงอาจทำให้เฟดควบคุมความเสี่ยงได้ยากยิ่งขึ้น
แม้การเปลี่ยนแปลงนี้ยังอยู่ในการเสนอความคิดเห็น แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็น ‘สัญญาณ’ ของทิศทางใหม่ที่ภาครัฐเริ่มเปิดรับอุตสาหกรรมคริปโตมากขึ้น ตัวอย่างเช่น กรณีของ Custodia ธนาคารเฉพาะกิจจากรัฐไวโอมิง ที่เคยยื่นขอบัญชีหลักกับเฟดแต่ถูกปฏิเสธหลังการพิจารณานานถึง 27 เดือน จนนำไปสู่การฟ้องร้องว่าขัดต่อกฎหมายของรัฐบาลกลาง ซึ่งขณะนี้คำร้องยังอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์รอบที่ 10
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 8 เฟดยังได้ถอนแนวทางจำกัดกิจกรรมคริปโตที่เคยประกาศไว้ในปีที่ผ่านมา พร้อมรับรองให้บริษัทคริปโตบางแห่งสามารถดำเนินธุรกิจในฐานะธนาคารทรัสต์แห่งชาติ อีกทั้งอยู่ระหว่างพิจารณาทบทวนนโยบายที่เคยปิดกั้นสิทธิการเข้าถึงบริการธนาคารต่อธุรกิจที่ชอบด้วยกฎหมาย
หากข้อเสนอดังกล่าวได้รับการอนุมัติและนำมาใช้จริง บริษัทด้านคริปโตจะสามารถใช้งานระบบการเงินของเฟดในกรอบที่จำกัดแต่มั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับภาคการเงินกระแสหลักของสหรัฐอย่างเป็นทางการ ความเห็นจากหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าการเปิดช่องทางบัญชีชำระเงินนี้ อาจเป็นฟันเฟืองตัวแรกของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเงินดิจิทัลเต็มรูปแบบในอนาคต
ความคิดเห็น 0