แม้ราคาอีเธอเรียม(ETH) จะร่วงลงต่ำกว่า 3,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 4.4 ล้านบาท) แต่ดูเหมือนนักลงทุนรายใหญ่หรือ ‘วาฬ’ จะมองว่านี่คือโอกาสเข้าซื้อ โดยข้อมูลออนเชนล่าสุดชี้ว่าเกิดการสะสมอีเธอเรียมจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สัญญาณเชิงเทคนิคยังคงเตือนถึงแรงขายที่อาจเกิดขึ้นต่อในระยะสั้น
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ราคาอีเธอเรียมร่วงลงกว่า 7.83% ในวันเดียว ปิดตลาดที่ 2,938 ดอลลาร์ (ประมาณ 4.3 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นการร่วงรายวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายนปีที่แล้ว แต่ข้อมูลจาก Lookonchain เผยว่า การปรับฐานครั้งนี้ได้จุดชนวนให้เกิดการเข้าซื้อจำนวนมากจากทั้งวาฬและนักลงทุนสถาบัน
หนึ่งในผู้เล่นหลักอย่างบริษัททรานด์รีเสิร์ช ใช้ที่แพลตฟอร์มเงินกู้แบบ DeFi อย่างเอฟเอเอวีอี(AAVE) กู้เงินจำนวน 70 ล้าน USDT และนำไปซื้ออีเธอเรียม 24,555 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าราว 1,107 ล้านบาท ทำให้ยอดถือครองเพิ่มขึ้นเป็น 651,310 ETH หรือคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่กระเป๋าเงินของวาฬซื้อขายผ่าน OTC อย่าง FalconX และ Wintermute ยังเข้าซื้ออีก 20,000 ETH คิดเป็นราว 863 ล้านบาท
อีกฝั่งหนึ่ง บริษัทจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลชื่อบิทไมน์(BitMine) ได้เข้าซื้ออีเธอเรียมมากถึง 92,511 ETH ในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,689 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นในแนวโน้มการเติบโตของตลาด ‘สเตกกิ้ง’ ของอีเธอเรียม โดยหากสเตกทั้งหมด 4.2 ล้านเหรียญ จะได้ผลตอบแทนต่อปีประมาณ 3.6–3.9 ร้อยล้านดอลลาร์ หรือกว่า 5.3–5.7 พันล้านบาท นอกจากนี้บริษัทคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มเติมจากธุรกิจเงินสดอีกปีละประมาณ 514–587 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของแรงซื้อไม่ได้เกิดจากฝั่งเดียว สถานการณ์กลับตึงเครียดขึ้นเมื่อบริษัทขนาดใหญ่อย่างแบล็คร็อก โอนอีเธอเรียมจำนวน 30,828 ETH (ประมาณ 1,335 ล้านบาท) ไปยัง Coinbase Prime เมื่อวันที่ 25 ซึ่งตลาดมองว่าอาจนำไปสู่การขายในระยะสั้น ทำให้เกิดความกังวลต่อความผันผวนที่อาจตามมา
ข้อมูลเชิงเทคนิคชี้ว่า แนวรับสำคัญที่ระดับ 3,100 ดอลลาร์ (ประมาณ 4.5 ล้านบาท) ได้พังลงไปแล้ว สะท้อนแนวโน้มกลับตัวขาลง (Break of Structure) อย่างชัดเจน ซึ่งสัญญาณนี้อาจนำไปสู่แรงขายต่อเนื่อง หากไม่สามารถยืนเหนือระดับนี้ได้
ทั้งนี้ การวิเคราะห์ด้านสภาพคล่องเผยว่า ราคาของอีเธอเรียมอาจร่วงลงสู่ช่วง 2,718 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.98 ล้านบาท) หรือแม้แต่ 2,620 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.84 ล้านบาท) ได้ในระยะอันใกล้ ล่าสุดในช่วง 24 ชั่วโมง มีการบังคับปิดสัญญาเลเวอเรจกว่า 2.87 ร้อยล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.2 พันล้านบาท) โดยเป็นฝั่ง Long ถึง 2.57 ร้อยล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.7 พันล้านบาท)
ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มข้อมูลตลาดอย่าง Hyblock รายงานตัวชี้วัดว่า ความแตกต่างของการถือครองระหว่างนักลงทุนรายใหญ่กับรายย่อย (Whale vs Retail) ลดลงถึง –6,480 แสดงให้เห็นว่า ‘วาฬ’ กำลังลดสัดส่วนการถือ Long หรือสะสม Short มากขึ้น ซึ่งมักเป็นสัญญาณก่อนเกิดความผันผวนรุนแรงในตลาด
ในฝั่งรายย่อย 76% ยังคงถือ Long Position อยู่ แสดงถึงความหวังว่าจะสามารถรีบาวด์จากแนวรับปัจจุบันได้ อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นจากฝั่งรายย่อยนั้นสวนทางกับข้อมูลตลาดที่เตือนถึงความเสี่ยง ทั้งเรื่อง ‘โครงสร้างขาลง’, ‘แรงขายวาฬ’ และ ‘การปิด Long’ ขนาดใหญ่
ความคิดเห็น: แม้นักลงทุนสถาบันจะตบเท้าซื้ออีเธอเรียมในช่วงราคาร่วง แต่สัญญาณตลาดหลายด้านยังส่องไฟสีแดง และวิกฤตหรือโอกาสอาจถูกตัดสินที่ระดับ 2,700 ดอลลาร์ในเร็ววันนี้
ความคิดเห็น 0