มูลค่าการถือครอง ETF คริปโตของกองทุนมหาวิทยาลัยดาร์ทมัธ(Dartmouth College) ในสหรัฐฯ ลดลงราว 2.2 ล้านดอลลาร์ในช่วงสามเดือน แม้จำนวนหน่วยลงทุนที่ถือครองจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย สาเหตุหลักมาจากราคาบิตคอยน์(BTC) อีเธอเรียม(ETH) และโซลานา(SOL) ที่ปรับตัวลดลงในช่วงเวลาดังกล่าว
คณะกรรมการบริหารกองทุนของมหาวิทยาลัยดาร์ทมัธเปิดเผยผ่านแบบฟอร์ม 13F ที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน กองทุนถือครองกองทุน Bitwise Solana Staking ETF, เกรย์สเกล(Grayscale) Ethereum Staking ETF และแบล็คร็อก(BlackRock) iShares Bitcoin ETF รวมมูลค่าประมาณ 12.4 ล้านดอลลาร์ Cointelegraph รายงานโดยอ้างอิงเอกสารดังกล่าวว่ามูลค่าการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลของกองทุนดาร์ทมัธปรับตัวลดลง
ณ วันที่ 31 มีนาคม มูลค่าการถือครอง ETF ชุดเดียวกันอยู่ที่ประมาณ 14.6 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นอัตราลดลงราว 15% ทั้งนี้จำนวนหน่วยลงทุนของแต่ละ ETF ที่ปรากฏในเอกสารไม่เปลี่ยนแปลง สะท้อนว่าการลดลงครั้งนี้มีลักษณะเป็น 'ผลขาดทุนทางบัญชี' จากความผันผวนของราคาสินทรัพย์อ้างอิง มากกว่าการเทขายทำกำไร
Cointelegraph รายงานว่า นับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม ราคาบิตคอยน์ปรับลดลง 7.7% มาอยู่ที่ 62,915 ดอลลาร์ โซลานาลดลง 9.6% มาอยู่ที่ 75.11 ดอลลาร์ ส่วนอีเธอเรียมลดลง 10.8% มาอยู่ที่ 1,875 ดอลลาร์ โดย ETF ทั้งสามกองทุนที่ดาร์ทมัธถือครองผูกกับราคาคริปโตเคอร์เรนซีทั้งสามสกุลนี้โดยตรง
กองทุนของมหาวิทยาลัยดาร์ทมัธมีขนาดรวมประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับขนาดกองทุนทั้งหมด สัดส่วนการถือครอง ETF คริปโตถือว่าเล็กมาก อย่างไรก็ตาม กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่ากองทุนมหาวิทยาลัยเริ่มมีความเสี่ยงทางอ้อมต่อคริปโตเคอร์เรนซีผ่านผลิตภัณฑ์ ETF ทั้งแบบถือครองสินทรัพย์จริงและแบบสเตกกิ้ง ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงในพอร์ตการลงทุนของสถาบัน
ETF คือกองทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เช่นเดียวกับหุ้นทั่วไป นักลงทุนสถาบันสามารถได้รับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาคริปโตผ่าน ETF โดยไม่ต้องถือครองเหรียญโดยตรง ช่วยลดภาระด้านการเก็บรักษาสินทรัพย์ การบัญชี และการควบคุมภายใน จึงเป็นช่องทางที่สถาบันนิยมใช้นำสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่พอร์ตการลงทุน
แบบฟอร์ม 13F เป็นรายงานที่นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ ต้องยื่นเปิดเผยการถือครองหุ้นและ ETF ที่จดทะเบียนในตลาดสหรัฐฯ ณ สิ้นไตรมาส ดังนั้นข้อมูลนี้จึงเป็นการเปิดเผยย้อนหลัง ไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงการถือครองที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 30 มิถุนายน หรือสินทรัพย์นอกตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด
มีรายงานว่ามหาวิทยาลัยดาร์ทมัธเริ่มเพิ่มความเสี่ยงด้านสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่พอร์ตกองทุนตั้งแต่ปี 2025 โดยรูปแบบที่กองทุนมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เลือกใช้เข้าถึงคริปโตมักเป็นผลิตภัณฑ์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแล มากกว่าการถือครองเหรียญโดยตรง
กองทุนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด(Harvard University) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามากราว 57,000 ล้านดอลลาร์ ถูกยกมาเปรียบเทียบในรายงานเดียวกัน โดยฮาร์วาร์ดรายงานว่า ณ วันที่ 31 มีนาคม ได้ขายกองทุนแบล็คร็อก iShares Ethereum Trust ที่ถือครองอยู่มูลค่า 87 ล้านดอลลาร์ออกทั้งหมด ทั้งนี้ ข้อมูลการถือครองของฮาร์วาร์ดในไตรมาสสองของปี 2026 ยังไม่ถูกเปิดเผย ณ ช่วงเวลาที่ Cointelegraph รายงานข่าวนี้
การเข้าถึงคริปโตเคอร์เรนซีของเงินทุนสถาบันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกองทุนมหาวิทยาลัยเท่านั้น ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานแนวโน้มที่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์เพิ่มความเสี่ยงทางอ้อมต่อบิตคอยน์ ซึ่งสะท้อนว่าแม้ไม่ได้ถือครองเหรียญโดยตรง แต่นักลงทุนสถาบันจำนวนมากยังคงเชื่อมโยงกับราคาคริปโตผ่านหุ้นบริษัทจดทะเบียนหรือ ETF อย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจากแบบฟอร์ม 13F ครั้งนี้ตอกย้ำว่า ETF คริปโตกลายเป็นช่องทางสำคัญที่เงินทุนสถาบันใช้เข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัล อย่างไรก็ตาม กรณีของมหาวิทยาลัยดาร์ทมัธเพียงแห่งเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปทิศทางการลงทุนของกองทุนมหาวิทยาลัยในภาพรวม การเปลี่ยนแปลงการถือครองในระยะถัดไปจะต้องรอการยืนยันจากแบบฟอร์ม 13F ฉบับถัดไปเมื่อสิ้นไตรมาส
ความคิดเห็น 0