เวลส์ฟาร์โก(WFC) เพิ่มจำนวนหุ้นสเตรทิจี้(MSTR) ที่ถือครองขึ้นเป็นประมาณ 726,000 หุ้น ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2026 สะท้อนการเพิ่ม ‘ความเสี่ยง’ ต่อบิตคอยน์(BTC) ผ่านหุ้นบริษัทที่ถือบิตคอยน์จำนวนมาก แทนที่จะซื้อบิตคอยน์โดยตรง
เวลส์ฟาร์โกเปิดเผยข้อมูลนี้ในแบบฟอร์ม 13F-HR ที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม (เวลาท้องถิ่น) โดยเป็นข้อมูลการถือครอง ณ วันที่ 31 มีนาคม สื่อ Cointelegraph และ crypto.news รายงานโดยอ้างอิงเอกสารฉบับนี้ว่า การถือหุ้นสเตรทิจี้ของเวลส์ฟาร์โกเพิ่มขึ้นจากประมาณ 322,700 หุ้นในไตรมาสก่อนหน้า เป็นประมาณ 726,000 หุ้น
อัตราการเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 125% ส่วนมูลค่า ‘ความเสี่ยง’ ที่เพิ่มขึ้นจากการถือครองอยู่ที่ประมาณ 41.6 ล้านดอลลาร์
ตัวเลข ‘150%’ และ ‘185 ล้านดอลลาร์’ ที่ปรากฏในบางสำนักข่าว ยังไม่สามารถตรวจสอบไขว้ได้อย่างมั่นคงจากการตีความเอกสารฉบับนี้และรายงานที่ตามมา บทความนี้จึงยึดเฉพาะตัวเลขที่ยืนยันได้ คือ ประมาณ 726,000 หุ้น เพิ่มขึ้นประมาณ 125% และมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 41.6 ล้านดอลลาร์เท่านั้น
13F คือรายงานการถือครองหุ้นที่สถาบันการลงทุนขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ต้องยื่นทุกไตรมาส เป็นข้อมูลจำนวนหุ้นและมูลค่า ณ วันสิ้นไตรมาสที่เปิดเผยย้อนหลัง จึงไม่ได้บอกทิศทางการซื้อขายปัจจุบัน การซื้อขายหลังวันยื่นเอกสาร หรือการทำ ‘เฮดจ์’ ผ่านออปชันแบบเรียลไทม์
เหตุผลที่การเพิ่มสัดส่วนถือครองครั้งนี้ได้รับความสนใจ อยู่ที่โครงสร้างธุรกิจของสเตรทิจี้ แม้จะเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ แต่ตลาดมักจัดให้สเตรทิจี้เป็นหุ้นที่เคลื่อนไหวตามราคาบิตคอยน์ เพราะถือครองบิตคอยน์ในปริมาณมาก
สเตรทิจี้เปิดเผยในเอกสารที่ยื่นต่อ SEC เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมว่า ณ วันที่ 25 พฤษภาค บริษัทถือครองบิตคอยน์ประมาณ 843,738 เหรียญ โดยระบุว่าซื้อสะสมมาด้วยมูลค่ารวม 63,870 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 75,700 ดอลลาร์ต่อเหรียญ
การที่เวลส์ฟาร์โกลดสัดส่วนกองทุนบิตคอยน์แบบสปอตบางส่วน ขณะเพิ่มหุ้นสเตรทิจี้ ถือเป็นตัวอย่างของการปรับพอร์ตระหว่างการถือบิตคอยน์โดยตรงกับหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้อง เพราะแม้จะเป็น ‘ความเสี่ยงต่อบิตคอยน์’ เหมือนกัน แต่กองทุน ETF หุ้นรายตัว และหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้อง มีความอ่อนไหวต่อราคาและโครงสร้างบัญชี-สภาพคล่องที่ต่างกัน
จากการตีความเอกสารฉบับเดียวกัน มีรายงานว่าเวลส์ฟาร์โกลดการถือครองกองทุน iShares Bitcoin Trust(IBIT) ของแบล็กร็อก และลดสัดส่วนหุ้นแกแล็กซี ดิจิทัล(GLXY) ลงอย่างมากเช่นกัน
ในทางกลับกัน เวลส์ฟาร์โกเพิ่มการถือครองกองทุน ETF อีเธอเรียม(ETH) และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับโซลานา(SOL) สะท้อนว่าพอร์ตของสถาบันแห่งนี้กำลังปรับทั้งกองทุน ETF บิตคอยน์ ETF อีเธอเรียม ผลิตภัณฑ์โซลานา และหุ้นบริษัทที่ถือบิตคอยน์ไปพร้อมกัน
รูปแบบนี้ปรากฏซ้ำในรายงาน 13F ของสถาบันการลงทุนรายอื่นเช่นกัน ก่อนหน้านี้ TokenPost รายงานว่าอามุนดิเพิ่มการถือหุ้นสเตรทิจี้ขึ้นเป็นประมาณ 1,324,000 หุ้น ณ สิ้นไตรมาสที่สอง
อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการเพิ่มสัดส่วนของเวลส์ฟาร์โกครั้งนี้สะท้อนแรงซื้อหรือการลดความเสี่ยงในปัจจุบัน เพราะ 13F เป็นภาพสแน็ปช็อตของวันที่ 31 มีนาคมเพียงวันเดียว ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดจนถึงวันยื่นเอกสารและการซื้อขายหลังจากนั้นจะทราบได้ก็ต่อเมื่อมีรายงานฉบับถัดไป
หุ้นสเตรทิจี้เองก็ได้รับผลกระทบทั้งจากราคาบิตคอยน์และกลยุทธ์ทางการเงินของบริษัทไปพร้อมกัน โดยสเตรทิจี้ระบุในเอกสาร 10-K ว่าสินทรัพย์บิตคอยน์ที่ถือครองอาจมีสภาพคล่องต่ำกว่าเงินสด
สำหรับนักลงทุนไทย กรณีนี้สะท้อนว่าสถาบันการเงินสหรัฐฯ เข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยหลายช่องทาง ไม่ได้จำกัดแค่การซื้อเหรียญโดยตรงหรือถือกองทุน ETF เท่านั้น หุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบิตคอยน์สามารถซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นทั่วไปได้ แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงยังรวมทั้งปัจจัยตลาดหุ้นและความผันผวนของราคาบิตคอยน์เข้าไว้ด้วยกัน
สรุปแล้ว ข้อมูลที่ยืนยันได้จากเอกสารฉบับนี้มีขอบเขตจำกัด คือเวลส์ฟาร์โกเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นสเตรทิจี้อย่างมีนัยสำคัญ ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2026 ส่วนความเคลื่อนไหวของสถานะหลังจากนี้ต้องรอการเปิดเผยในรายงาน 13F ฉบับถัดไป
ความคิดเห็น 0