SWIFT เร่งเครื่องสู่ยุค ‘พหุเชน’ ลุ้นบทบาท XRP, XLM และ HBAR
เครือข่ายส่งข้อความทางการเงินระดับโลกอย่าง SWIFT กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของบล็อกเชนอย่างจริงจัง โดยให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘สภาพคล่องแบบเรียลไทม์’ และ ‘ความเร็วในการชำระเงิน’ โดยตรง ในการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ SWIFT จับมือกับเซอร์เคิลและสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด พูดถึงศักยภาพของเทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง ริปเปิล(XRP), สเตลลาร์(XLM) และ เฮเดรา(HBAR) กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง
ในเวทีเสวนาหนึ่ง ฮาเวียร์ เฟเรสตาโซ CEO แห่ง SWIFT ระบุว่าการ ‘เติมเต็มระยะห่าง’ ระหว่างการเงินดั้งเดิมกับสินทรัพย์ดิจิทัล จำเป็นต้องอาศัยการยกระดับ ‘สภาพคล่องและความเร็ว’ ซึ่งการมีโครงสร้างแบบใหม่ที่ใช้มาตรฐาน ISO 20022 จะเป็นหัวใจหลัก โดยต้องรองรับการบริหารสภาพคล่องที่ ‘ตั้งโปรแกรมได้’ — ความสามารถที่เลเยอร์ XRP ของริปเปิลได้แสดงให้เห็นมาโดยตลอด
มาตรฐาน ISO 20022 ซึ่ง SWIFT ให้การสนับสนุน คาดว่าจะถูกใช้งานเต็มรูปแบบในธนาคารสมาชิกกว่า 95% ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดย XRP, XLM และ HBAR ต่างมีโครงสร้างที่เข้ากันได้กับมาตรฐานนี้ ทำให้พวกมันมีศักยภาพในการเชื่อมต่อกับระบบการเงินดั้งเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หนึ่งในสินทรัพย์ที่ถูกวิเคราะห์ว่าตอบโจทย์ SWIFT ได้ดีที่สุดคือ XRP ด้วยค่าธรรมเนียมต่ำและความเร็วในการโอนที่สูง ปัจจุบัน XRP มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแม้จะเทียบกับ SWIFT ที่มีปริมาณปีละกว่า 1.55 แสนล้านดอลลาร์ไม่ได้โดยตรง แต่ในแง่ของ ‘ความเร็ว’ และ ‘ต้นทุน’ XRP แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน
ด้านเฮเดรา(HBAR) มีศักยภาพรองรับธุรกรรมสูงสุดถึง 10,000 รายการต่อวินาที (TPS) ซึ่งหมายความว่าสามารถประมวลผลธุรกรรมในระดับ ‘หลายล้านล้านดอลลาร์’ ได้แบบเรียลไทม์ อย่างไรก็ตาม ในการทดสอบ On-Rail Test ที่จัดขึ้นช่วงปลายปี 2025 SWIFT ยังไม่ได้เผยผลลัพธ์ว่า XRP หรือ HBAR ทำผลงานได้ดีกว่ากัน
ประเด็นสำคัญคือ ไม่ใช่การเลือก ‘เพียงหนึ่งเดียว’ แต่คือการสร้าง ‘การเชื่อมต่อ’ ท่ามกลางระบบการเงินเดิมและโซลูชันจากโลกบล็อกเชน SWIFT มองว่าทั้ง XRP และ HBAR ซึ่งพัฒนาอยู่บนเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจาย(DLT) ต่างสามารถต่อยอดไปยังการชำระแบบ DvP การเคลียร์พันธบัตร การดูแลสินทรัพย์ และบริการการชำระอื่นๆ ได้
ในอีกมุมหนึ่ง สเตลลาร์(XLM) ก็ถูกประเมินว่ามีบทบาทสำคัญเช่นกัน ด้วยจุดเด่นด้านค่าธรรมเนียมต่ำและโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ ‘การชำระแบบรายย่อย’ และ ‘การโอนเงินข้ามประเทศ’ โดยเฉพาะ ทั้งยังมีศักยภาพในการเชื่อมกับเงินดิจิทัลจากธนาคารกลาง (CBDC) และสเตเบิลคอยน์ ซึ่งเพิ่มขอบเขตการใช้งานขึ้นอีกระดับ
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดอยู่ โดยเฉพาะเรื่องข้อกฎหมาย ปัจจุบันยังไม่มีกรอบกำกับที่ชัดเจนสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล (ยกเว้นสเตเบิลคอยน์บางส่วน) ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเริ่มต้นโครงการนำร่องของธนาคารและบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ความคืบหน้าในเรื่องกฎหมาย เช่น กรอบ MiCA ของสหภาพยุโรป จึงยังเป็นเงื่อนไขสำคัญ
SWIFT ยืนยันว่า จุดประสงค์ของการนำบล็อกเชนมาใช้คือ ‘การเสริม’ ไม่ใช่ ‘การแทนที่’ ระบบเดิม และไม่ใช่เวทีสำหรับผู้ชนะเพียงรายเดียว แต่เป็นโลกที่ ‘หลายระบบต้องทำงานร่วมกัน’ XRP โดดเด่นด้านความเร็วและสภาพคล่อง, HBAR ด้านขยายระบบและการโทเคนสินทรัพย์ภาคองค์กร และ XLM ในการเป็นสะพานเชื่อมการชำระเงินแบบรายย่อย
ตั้งแต่ต้นปี 2026 SWIFT ได้เริ่มการทดสอบร่วมกับธนาคารหลายแห่งสำหรับการทำธุรกรรมโทเคนพันธบัตรด้วยบล็อกเชน และได้วางทิศทางชัดเจนว่าจะไม่สร้างบล็อกเชนของตนเอง แต่จะใช้ ‘ระบบแบบไฮบริด’ ที่ผสานฟังก์ชันบัญชีแยกประเภทภายใต้ระบบข้อความเดิม ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการชำระของภาคการเงินอย่างก้าวกระโดด
แม้ SWIFT ยังไม่ตัดสินใจขั้นสุดว่าจะใช้สินทรัพย์ดิจิทัลใดเป็นแกนกลาง แต่ ‘แนวทาง’ ชัดเจนว่า อนาคตไม่ได้อยู่ที่การแข่งขัน แต่อยู่ที่ ‘การเชื่อมโยงระบบต่างๆ’ เพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในโลกการเงินแห่งอนาคต
ความคิดเห็น 0