ปีเตอร์ ชิฟฟ์ วิจารณ์ข้อเสนอซื้อสะสมบิตคอยน์: “แผนช่วยนักลงทุนยุคแรกด้วยภาษีประชาชน”
ปีเตอร์ ชิฟฟ์ นักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการสนับสนุนระบบมาตรฐานทองคำ ออกมาโจมตีแนวคิดการสะสมบิตคอยน์(BTC) ของรัฐบาล ในการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวสายอนุรักษนิยม ทักเกอร์ คาร์ลสัน โดยชิฟฟ์ระบุว่า บิตคอยน์ไม่สามารถเป็น ‘สกุลเงินกลางโลก’ ได้ พร้อมวิจารณ์ว่าแผนซื้อบิตคอยน์ของภาครัฐคือ "การสิ้นเปลืองภาษีของประชาชนเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ถือเหรียญรายแรก” นอกจากนี้เขายังไม่เว้นที่จะตำหนินโยบายการคลังในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ว่าเป็น “หนึ่งในการตัดสินใจที่เลวร้ายที่สุด”
จากการสัมภาษณ์ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 24 ในรายการของคาร์ลสัน ชิฟฟ์แสดงจุดยืนคัดค้านกระแสสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า “บิตคอยน์เป็นเพียงทรัพย์สินเก็งกำไร ไม่มีการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน” เขาเชื่อว่าหน่วยงานรัฐกำลังถูกกดดันจากนักลงทุนบางกลุ่มเพื่อออกกฎหมายเอื้อผลประโยชน์เฉพาะ และกล่าวว่าแผนสะสมบิตคอยน์หมายถึง “การอุดหนุนทางอ้อม” ให้กับผู้ที่ลงทุนในช่วงแรก
ชิฟฟ์ยังเปรียบเทียบบิตคอยน์กับทองคำ โดยชี้ว่าทองคำคือ 'ทรัพย์สินที่มีตัวตน' ซึ่งถูกนำไปใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรมอย่างเครื่องประดับ การแพทย์ และอวกาศ ขณะที่บิตคอยน์ไม่มีรายได้หรือการใช้ประโยชน์ที่แท้จริง เมื่อถูกถามจากคาร์ลสันว่า ‘ทองคำเองก็ไม่ก่อรายได้’ ชิฟฟ์ตอบว่า ทองคำต่างจากบิตคอยน์เพราะราคาของมันได้รับการสนับสนุนจากอุปสงค์และอุปทานในตลาดจริง ขณะที่บิตคอยน์ “ตั้งอยู่บนศรัทธาล้วนๆ” และรัฐบาลหรือธนาคารกลางไม่สามารถถือหรือเทขายได้ในปริมาณมาก
ตั้งคำถามการใช้จ่ายรัฐและวิจารณ์นโยบายยุคทรัมป์
นอกจากประเด็นบิตคอยน์ ชิฟฟ์ยังแสดงข้อกังขาต่อความโปร่งใสของข้อมูลเงินเฟ้อในสหรัฐ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า วิธีการคำนวณ CPI (ดัชนีราคาผู้บริโภค) ที่เปลี่ยนไปนั้น “เพื่อเบี่ยงเบนความรับผิดออกไปสู่ภาคเอกชน” และว่าประชาชนกำลังถูกปิดบังความจริงเรื่องราคาสินค้าพื้นฐาน เขายังกล่าวว่า “การพิมพ์เงินเพื่ออัดฉีดเศรษฐกิจ” เป็นต้นเหตุแท้จริงของการขึ้นราคา
เมื่อพูดถึงยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ ชิฟฟ์เน้นย้ำนโยบายการคลังครั้งหนึ่งซึ่งเรียกว่า ‘Big Beautiful Bill’ ว่าเป็น “สิ่งที่เลวร้ายที่สุด” ซึ่งรัฐบาลในตอนนั้นได้เริ่มใช้จ่ายจำนวนมากพร้อมกับลดภาษีในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้โครงสร้างการคลังแย่ลง แม้จะเป็นคนละฝ่ายกับรัฐบาลโจ ไบเดน แต่ชิฟฟ์ให้ความเห็นว่าทรัมป์นั่นแหละที่เป็นผู้เริ่มเปิดประตูให้การใช้จ่ายขยายตัวต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ทองพุ่ง-บิตคอยน์ร่วง จุดชนวนถกเถียง ‘ทรัพย์สินจริง’ กับ ‘ความเชื่อ’
ภายใต้การเปรียบเทียบระหว่างทองคำและบิตคอยน์ ชิฟฟ์ย้ำว่า “เมื่อไหร่ที่ตลาดหรือรัฐบาลหมดความเชื่อถือ บิตคอยน์ก็พังได้ทุกเมื่อ” เขาให้ความเห็นว่า ทองคำเป็น ‘เงินจริง’ ที่จับต้องได้ ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลอิงอยู่กับอารมณ์ตลาดและความหวังเป็นหลัก เขาชี้อีกว่า เทรนด์ "โทเคนทองคำ" ที่กำลังได้รับความนิยม เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ประโยชน์บล็อกเชนอย่างมีประสิทธิภาพโดยมีทองคำค้ำประกัน ซึ่งต่างจากบิตคอยน์ที่ไม่มีทรัพย์สินรองรับ
ล่าสุด ราคาทองคำพุ่งทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 721,000 บาท) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์การค้าโลก ด้านราคาบิตคอยน์กลับผันผวนอย่างหนัก โดยร่วงลงต่ำกว่า 86,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.24 ล้านบาท) และลดลงถึง 17% ในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว
บทสัมภาษณ์ดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงถึงความแตกต่างเชิงลึกระหว่าง ‘สินทรัพย์แห่งความเชื่อ’ และ ‘ทรัพย์สินที่จับต้องได้’ ว่าสุดท้ายแล้ว บิตคอยน์จะสามารถก้าวขึ้นมาแทนที่ศรัทธาต่อระบบการเงินแบบดั่งเดิมได้มากน้อยเพียงใด หรือจะเป็นเพียงฟองสบู่จากแรงเก็งกำไร ยังต้องติดตามบทบาทของมันต่อไปท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบและนโยบายการเงินในอนาคต
ความคิดเห็น 0