เจมี ไดมอน(Jamie Dimon) ซีอีโอเจพีมอร์แกน เชส(JPM) ออกมาคัดค้านแนวคิดขึ้น 'ภาษีธนาคาร' ของอังกฤษอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสถกเถียงที่ลามไปถึงความสามารถในการแข่งขันของลอนดอนในฐานะศูนย์กลางการเงิน และอนาคตของโครงการลงทุนสำนักงานใหญ่แห่งใหม่มูลค่า 3 พันล้านปอนด์ของธนาคาร
ไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) รายงานว่า ไดมอนได้แสดงความกังวลเรื่องการขึ้นภาษีธนาคารกับจอห์น ฮีลีย์(John Healey) รัฐมนตรีคลังอังกฤษ ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ โดยระบุว่าการหารือครั้งนี้เกี่ยวโยงกับทั้งแนวคิดเก็บ 'ภาษีกำไรพิเศษ' (windfall tax) จากธนาคาร และข้อเสนอเก็บภาษีความมั่งคั่งในวงกว้างด้วย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไดมอนออกมาวิจารณ์ประเด็นนี้ ก่อนหน้านี้เขาเคยตำหนิระบบภาษีของอังกฤษว่า 'ไม่มีความสามารถในการแข่งขัน' ในพอดแคสต์ Master Investor ซึ่งบันทึกเสียงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม และเผยแพร่ออกอากาศวันที่ 21 กรกฎาคม
ไดมอนเตือนว่าหากภาษีธนาคารถูกปรับขึ้นอีก เงินทุนอาจไหลออกจากอังกฤษ โดยประเด็นที่เขาเน้นย้ำไม่ใช่แค่การขึ้นภาษีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงวิธีที่สถาบันการเงินประเมิน 'ความแน่นอนของนโยบายภาษี' เวลาต้องตัดสินใจเลือกพื้นที่ลงทุนระยะยาว
ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับโครงการสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของเจพีมอร์แกนที่ย่านคานารี วอร์ฟ(Canary Wharf) กรุงลอนดอน ไดมอนระบุว่าธนาคารอาจ 'ทบทวน' โครงการมูลค่า 3 พันล้านปอนด์นี้อีกครั้ง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานยืนยันว่าโครงการถูกล้มเลิกหรือถอนตัวแต่อย่างใด
กล่าวให้ชัดคือ ขณะนี้อยู่ในขั้น 'อาจทบทวนการลงทุน' เท่านั้น เพราะทั้งการขึ้นภาษีธนาคารก็ยังไม่ถูกสรุปเป็นทางการ และเจพีมอร์แกนเองก็ยังไม่ได้ประกาศระงับการลงทุนแต่อย่างใด กรณีนี้จึงสะท้อนให้เห็นแรงกดดันที่การถกเถียงเชิงนโยบายส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ
โครงสร้างภาษีธนาคารของอังกฤษประกอบด้วยภาษีนิติบุคคลทั่วไปบวกกับภาษีเพิ่มเติมเฉพาะภาคธนาคาร ข้อมูลจากรัฐบาลอังกฤษระบุว่าอัตราภาษีนิติบุคคลพื้นฐานอยู่ที่ 25% ขณะที่ 'surcharge' ที่เก็บจากกำไรธนาคารอยู่ที่ 3% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2023
ธนาคารยังได้รับวงเงินยกเว้น (surcharge allowance) 100 ล้านปอนด์ และยังมี 'bank levy' แยกต่างหากที่ยังคงเก็บควบคู่กันไป ทำให้ฝั่งธนาคารมองว่าภาระภาษีที่แท้จริงในอังกฤษสูงกว่าเมืองการเงินคู่แข่งอื่น ๆ
รายงานภาษีภาคธนาคารประจำปี 2025 ของยูเคไฟแนนซ์(UK Finance) ระบุว่าอัตราภาษีรวมของธนาคารในลอนดอนอยู่ที่ 46.4% เทียบกับอัมสเตอร์ดัมที่ 42.2% แฟรงก์เฟิร์ตที่ 38.9% ดับลินที่ 28.9% และนิวยอร์กที่ 27.9%
ฝั่งภาคธนาคารให้เหตุผลว่าทั้งระดับอัตราภาษีเองและความไม่แน่นอนของนโยบายภาษี ล้วนบั่นทอนสัญญาณการลงทุน เพราะธนาคารข้ามชาติขนาดใหญ่สามารถกระจายบุคลากร เงินทุน และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีไปยังศูนย์กลางการเงินอื่นได้ ทำให้ปัจจัยภาษีกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของการตัดสินใจเลือกที่ตั้ง
แต่อีกฝั่งก็มีเหตุผลไม่แพ้กัน สภาสหภาพแรงงานอังกฤษ(TUC) ออกมาเรียกร้องอีกครั้งเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ให้ขึ้น 'surcharge' ของธนาคาร โดยอ้างว่าธนาคารรายใหญ่ 4 แห่งทำกำไรรวมกันถึง 1.38 หมื่นล้านปอนด์ในไตรมาสแรกของปี 2026
จุดยืนของ TUC คือ เมื่อกำไรธนาคารเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ควรมีส่วนช่วยเติมเงินคลังของรัฐมากขึ้นเท่านั้น เพราะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูง ผลกำไรของธนาคารก็ปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย ทำให้ยังมีช่องว่างสำหรับการเก็บภาษีเพิ่มเติมได้
ทั้งนี้ ประเด็นถกเถียงนี้ไม่เกี่ยวข้องกับวิกฤตความมั่นคงของธนาคารแต่อย่างใด ธนาคารกลางอังกฤษ(Bank of England) ระบุในรายงานเสถียรภาพทางการเงินเดือนกรกฎาคมว่า ระบบธนาคารของอังกฤษมีเงินทุนเพียงพอและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สามารถสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
อานา โบติน(Ana Botín) ประธานซานตันเดร์(Santander) ก็ออกมาวิจารณ์ในทำนองเดียวกันว่าภาษีธนาคารของอังกฤษ 'ไม่สมเหตุสมผลในเชิงเศรษฐกิจ' ฝั่งธนาคารต่างชูประเด็นความสามารถในการแข่งขันด้านภาษีและสภาพแวดล้อมการลงทุน ขณะที่ TUC ยืนยันจุดยืนโดยอ้างอิงผลกำไรธนาคารและความจำเป็นในการเพิ่มรายได้ภาษีของรัฐ
ทางเลือกของรัฐบาลอังกฤษจึงอยู่ตรงกลางระหว่างการรักษารายได้ภาษีกับการรักษาสถานะศูนย์กลางการเงินเอาไว้ จุดที่ต้องติดตามต่อไปคือ ฮีลีย์ รัฐมนตรีคลังจะจัดการกับประเด็นภาษีธนาคารอย่างไรในงบประมาณเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้
ความคิดเห็น 0