บิตคอยน์(BTC) ดิ่งหนักแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน หลังจากที่กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐฯ บันทึกการไหลออกของเงินทุนกว่า 1.18 หมื่นล้านบาทภายในวันเดียว เมื่อวันที่ 29 ตามเวลาท้องถิ่น โดยเป็นการถอนเงินทุนสูงสุดนับตั้งแต่เปิดซื้อขายกองทุนเหล่านี้ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและถ้อยแถลงของทรัมป์เกี่ยวกับนโยบายการค้ากับจีนยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุน
ตามข้อมูลจาก SosoValue มูลค่ารวมของเงินที่ไหลออกจากกองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตทั้งหมดในวันนั้นอยู่ที่ 817.87 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.18 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดรวมรายเดือนของกองทุนกลายเป็นการไหลออกสุทธิ มูลค่ารวมกว่า 1.59 หมื่นล้านบาท ซึ่งแตกต่างจากช่วงต้นเดือนมกราคมที่มีเงินไหลเข้าสูงถึงวันละ 8.4 ร้อยล้านดอลลาร์
ในกลุ่มกองทุนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของแบล็คร็อก ซึ่งพบว่ามีเงินไหลออก 317.81 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.6 พันล้านบาท) หรือเทียบเท่ากับ 3,790 BTC ในวันเดียว ขณะที่กองทุนของฟิเดลิตีอย่าง FBTC ก็ไหลออก 168.05 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.4 พันล้านบาท) แม้ยังถือว่าทนทานเมื่อเทียบกับยอดเงินสะสมที่กว่า 16.3 ล้านล้านบาทก่อนหน้า
Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) ซึ่งเปลี่ยนโครงสร้างเป็น ETF เมื่อไม่นานนี้ ก็ยังคงบันทึกการถอนเงินต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีเงินไหลออกอีก 119.44 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.7 พันล้านบาท) ส่งผลให้ยอดไหลออกสะสมหลังเปลี่ยนสถานะทะลุ 37.3 ล้านล้านบาท ด้านกองทุนอื่นอย่าง Bitwise (BITB) และ ARK 21Shares (ARKB) ก็ไม่รอด โดยสูญเงินไป 1.29 พันล้านบาท และ 1.03 พันล้านบาทตามลำดับ แม้จะมีกองทุนขนาดเล็กบางแห่งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงการไหลของเงินภายในวันนั้น
ราคาบิตคอยน์ร่วงแตะ 81,200 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ 9 เดือนก่อน โดยระดับแนวรับสำคัญที่ 84,000 ดอลลาร์ถูกทะลุลงมาอย่างชัดเจน ขณะที่เหรียญหลักอื่นอย่างอีเธอเรียม(ETH), โซลานา(SOL) และริปเปิล(XRP) ต่างก็เผชิญกับการถอนทุนจากกองทุน ETF ของตนเอง ส่งผลให้ตลาดคริปโตเคอเรนซีโดยรวมติดลบหนัก
ในวันเดียวกัน มีการบังคับปิดสถานะลงทุน (forced liquidation) มูลค่ากว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นสถานะซื้อ (long positions) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความตื่นตระหนกในหมู่นักลงทุนระยะสั้น ดัชนีมูลค่ารวมตลาดคริปโตทั่วโลกปรับตัวลดลงกว่า 6% ในวันเดียว เป็นสัญญาณของภาวะปรับฐานในวงกว้าง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดไม่ได้จำกัดแค่ในคริปโตเท่านั้น เมื่อทองคำเองก็ร่วงราคาหลังทำราคาสูงสุดใหม่ และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เช่น ไมโครซอฟท์(MSFT) ก็ลดลง หุ้นสหรัฐฯ หลายดัชนีเจอแรงขายเช่นกัน ท่าทีแข็งกร้าวของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อจีน โดยเฉพาะเรื่องภาษีนำเข้า รวมถึงการส่งสัญญาณการรักษาอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ล้วนส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกตกอยู่ในความไม่แน่นอน
CryptoQuant ชี้ว่าแม้ราคา Bitcoin จะร่วงแรง แต่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและเงินยังถูกเทขายหนักกว่า ซึ่งอาจจำกัดโอกาสที่ BTC จะร่วงลงต่อ อย่างไรก็ตาม ปริมาณสัญญาเปิดในตลาดล่วงหน้าที่กลับสู่ระดับก่อนการเทขายใหญ่เมื่อเดือนตุลาคม เป็นสัญญาณว่าความต้องการใช้เลเวอเรจยังคงสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงในอนาคต
ดัชนีความกลัวและความโลภของบิตคอยน์ร่วงลงถึงระดับ 16 สะท้อนสภาวะ ‘ความกลัวอย่างรุนแรง’ ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายระบุว่า ราคาบิตคอยน์อาจทดสอบแนวรับระยะยาวที่เส้นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 57,974 ดอลลาร์ หรือราว 8.4 แสนบาท
แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความผันผวนและแรงขายในระยะสั้น แต่การที่ยอดรวมเงินสะสมใน ETF บิตคอยน์ยังคงอยู่ที่ระดับ 5.55 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 80.5 ล้านล้านบาท) แสดงให้เห็นว่า ‘ความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้าง’ จากนักลงทุนสถาบันยังไม่หายไป แรงกดดันจากปัจจัยมหภาคและท่าทีของทรัมป์ต่อเศรษฐกิจโลกจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางตลาดต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการลงลึกต่อเนื่องหรือการกลับเข้าสู่จังหวะ ‘ซื้อช่วงขาลง’ ในรอบใหม่
ความคิดเห็น 0