**บิตคอยน์(BTC) ร่วงลงอันดับ 12 ของสินทรัพย์โลก ถูกเทสลา(TSLA) แซงหน้าแล้ว**
ราคาบิตคอยน์(BTC) ที่เคยพุ่งทะยานเมื่อต้นปี กลับเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลุดจากอันดับ 11 ในตารางสินทรัพย์ทั่วโลก และถูกเทสลา(TSLA) แซงขึ้นมาอยู่อันดับที่ 11 แทน ตามข้อมูลจาก CompaniesMarketCap เมื่อวันที่ 1 ระบุว่ามูลค่าตลาดรวมของบิตคอยน์ตกลงเหลือประมาณ *1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ* หรือราว 2,176 ล้านล้านวอน ขณะที่เทสลายืนอยู่ที่ *1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ* หรือราว 2,321 ล้านล้านวอน
ราคาบิตคอยน์ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาร่วงลงมากกว่า 8% ในบางช่วง มูลค่าต่ำสุดแตะที่ 81,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.18 พันล้านวอน) ก่อนจะขยับขึ้นมาเคลื่อนไหวที่ประมาณ 77,300 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.12 พันล้านวอน) การปรับฐานครั้งใหญ่ส่งผลให้บิตคอยน์หลุดจาก 10 อันดับแรกของสินทรัพย์ทั่วโลก โดยถูกโครงการใหญ่อย่างเมตา(META) และ TSMC แซงหน้า
สถานการณ์ในตลาดคริปโตโดยรวมก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดย *CoinGlass* รายงานว่าเพียงในหนึ่งวันมีการล้างพอร์ตของนักลงทุนที่ใช้เลเวอเรจสูงถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 ล้านล้านวอน) โดยมากกว่า 90% เป็นฝั่ง ‘ลอง’ ซึ่งเป็นการเดิมพันว่าราคาจะขึ้น จำนวนผู้ใช้ที่โดนบังคับขายสินทรัพย์มีมากถึง 408,000 ราย
**ความไม่แน่นอนจากสหรัฐ กดดันตลาดคริปโต**
การร่วงของบิตคอยน์คราวนี้ไม่ใช่แค่ผลของเทคนิคในตลาดเท่านั้น แต่มี *ปัจจัยมหภาคและความเสี่ยงทางการเมือง* จากสหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะปัญหา *การปิดบางส่วนของรัฐบาลกลางสหรัฐ (Government Shutdown)* ที่เริ่มส่งผลตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มยืดเยื้อ ขณะที่รัฐสภายังไม่สามารถหาข้อสรุปเพื่อผ่านงบประมาณได้
นอกจากนี้ สหรัฐเพิ่งประกาศเก็บภาษี 50% กับสินค้านำเข้าจากแคนาดา ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าเริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง ด้าน *ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)* ก็ยังสงวนท่าที โดยยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะลดดอกเบี้ยในระยะสั้นหรือไม่ และยังมีการเสนอชื่อ *เควิน วอร์ช(Kevin Warsh)* ที่มีแนวทางสายเหยี่ยวให้เข้าดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการ
ขณะเดียวกัน *ประธานาธิบดีทรัมป์* ได้ออกมาเรียกร้องให้ Fed ดำเนินนโยบายดอกเบี้ยที่กล้าหาญมากขึ้น แต่ตลาดยังคงระมัดระวังในการตีความนโยบายที่จะเกิดขึ้น
**สภาพคล่องจากสถาบันการเงินลดลง ตลาดยังน่ากังวล**
ดัชนีความเชื่อมั่นจากนักลงทุนสถาบันก็เริ่มส่งสัญญาณถอยห่าง โดยเฉพาะในกองทุน ETF ที่เกี่ยวกับบิตคอยน์แบบซื้อขายจริงในตลาดสหรัฐ ในสัปดาห์นี้เพียงสัปดาห์เดียว มีกระแสเงินไหลออกกว่า *1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ* (ราว 2.17 ล้านล้านวอน) ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ *IBIT ของแบล็คร็อก* ที่เพียงวันศุกร์วันเดียวมีการไหลออกมากถึง *528 ล้านดอลลาร์สหรัฐ* (ราว 766 พันล้านวอน) ทำสถิติสูงสุดตั้งแต่มีการเปิดตัว
ด้วยปัจจัยลบต่างๆ ที่รุมเร้าทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง นักวิเคราะห์หลายรายเห็นว่าตลาดยังคงอยู่ในช่วง “ตึงเครียด” และ *การฟื้นตัวของบิตคอยน์ในระยะสั้นอาจไม่ง่ายนัก* ความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐ ความเสี่ยงเรื่องรัฐบาล และแรงขายจากนักลงทุนสถาบันเป็นแรงกดดันหลักในขณะนี้ ความหวังที่จะเห็นบิตคอยน์กลับคืนสู่ 10 อันดับแรกของโลก จึงขึ้นอยู่กับว่าปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะคลี่คลายเมื่อใด
*ความคิดเห็น:* ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อบิตคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนทางนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ แม้ตลาดคริปโตจะเคยแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในอดีต แต่ปัจจัยมหภาคที่รุมเร้าครั้งนี้อาจส่งผลลึกและนานกว่าที่คาดไว้
ความคิดเห็น 0