บิตไวส์เตรียมเข้าซื้อกิจการโครัสวัน หนุนครองระบบสเตกกิงระดับสถาบัน ชูยุทธศาสตร์ควบรวมเชิงลึก
บิตไวส์(Bitwise) บริษัทบริหารสินทรัพย์คริปโตจากสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการเดินหน้าแผนเข้าซื้อกิจการ ‘โครัสวัน(Chorus One)’ หนึ่งในผู้ให้บริการสเตกกิงระดับองค์กรชั้นนำของยุโรป ท่ามกลางกระแสการแข่งขันเพื่อยึดหัวหาดโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างรายได้จากคริปโตของกลุ่มนักลงทุนสถาบัน แผนดังกล่าวสะท้อนความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ของบิตไวส์ที่จะควบรวมระบบตั้งแต่ระดับ ‘เลเยอร์กำไร (yield layer)’ ของเครือข่ายบล็อกเชน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางเทคโนโลยีและการควบคุม
จากสถานการณ์ที่ *บิตคอยน์(BTC)* เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 76,000 ดอลลาร์ และ *อีเธอเรียม(ETH)* รักษาส่วนแบ่งตลาดได้อย่างมีเสถียรภาพ ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสเตกกิงจึงเพิ่มสูงขึ้น โดยโครัสวันมีบทบาทสำคัญในระบบนี้ ด้วยการเป็นผู้ยืนยันข้อมูล (validator) บนเครือข่ายมากกว่า 60 แห่ง และดูแลสินทรัพย์รวมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์อย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม การรวมศูนย์ของโครงสร้างพื้นฐานสเตกกิงทำให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัย เนื่องจากบริษัทรายใหญ่มักถือครองกุญแจส่วนตัวจำนวนมาก ซึ่งอาจกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากแฮกเกอร์ ความกังวลนี้ได้จุดประกายให้บางฝ่ายเริ่มมองหาทางเลือกที่สามารถรับมือกับภัยคุกคามในอนาคต เช่นการถอดรหัสด้วยควอนตัม (quantum decryption)
BMIC เสนอแนวทางสเตกกิงแบบกระจาย พร้อมโซลูชันรับมือภัยคุกคามควอนตัม
ในท่ามกลางของความกังวลเรื่องความปลอดภัย *BMIC($BMIC)* โครงการใหม่ที่เน้นด้านความปลอดภัย กำลังได้รับความสนใจในฐานะทางเลือกสำหรับระบบสเตกกิงแบบกระจายศูนย์ โดย BMIC มาพร้อมเทคโนโลยี ‘ควอนตัมซีเคียวริตี้ฟินเทคสแต็ก’ (Quantum Security Financial Stack) ที่ไม่เพียงแต่เก็บรักษากุญแจส่วนตัว แต่ยังออกแบบให้การทำธุรกรรมและสเตกกิงไม่มีการเปิดเผยกุญแจโดยตรง
ระบบปัจจุบันยังพึ่งพาเทคโนโลยีเข้ารหัสที่ใช้คีย์สาธารณะอย่าง RSA หรือ ECC แต่ภัยคุกคามใหม่อย่าง ‘เก็บข้อมูลตอนนี้ ถอดรหัสทีหลัง (Harvest Now, Decrypt Later)’ ด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัมจากรัฐหรือองค์กรขั้นสูงอาจสร้างความเสียหายมหาศาล โดยเฉพาะต่อผู้ที่ถือครองสัญญาสเตกกิงระดับสถาบัน
BMIC ระบุว่าได้พัฒนาโครงสร้างที่นำเอาระบบสมาร์ตแอ็กเคานต์ตามมาตรฐาน ERC-4337 มาผสานกับเทคโนโลยีเข้ารหัสหลังยุคควอนตัม พร้อมเสริมความปลอดภัยด้วยระบบตรวจจับภัยด้วย AI และคลาวด์แบบกระจายที่เรียกว่า ‘ควอนตัมเมตาคลาวด์’ จุดเด่นของโครงการคือการรักษาความปลอดภัยโดยไม่ลดทอนความสะดวกในการใช้งาน
BMIC ระดมทุนร้อนแรง สะท้อนบทบาทเป็น ‘ประกันภัยเทคโนโลยี’ สำหรับอนาคต
ความน่าสนใจของ BMIC ยังสะท้อนผ่านยอดระดมทุนในช่วงพรีเซลล์ ที่ทำได้แล้วราว 432,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6.28 ล้านบาท โดยขายที่ราคา 0.049474 ดอลลาร์ต่อโทเคน (ราว 72 บาท) รายละเอียดแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นว่าระบบกระเป๋าเงินที่รองรับการป้องกันควอนตัมจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกบล็อกเชน
นอกจากนี้ BMIC ยังตอกย้ำความต่างจากกระเป๋าเงินทั่วไป ด้วยการแฝงบทบาท ‘ทรัพยากรประมวลผลแห่งมูลค่า’ (Computational Value Resource) ลงในชั้นคอมพิวติงแบบกระจาย ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถกลายเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หรือแม้แต่ทำหน้าที่เสมือนประกันภัยสำหรับกลุ่มผู้พัฒนาและผู้ให้บริการระดับองค์กร ที่ต้องเตรียมพร้อมรับยุคคอมพิวเตอร์ควอนตัม
สรุปแล้ว การเคลื่อนไหวของฝั่งบริษัทการเงินแบบดั้งเดิมอย่างบิตไวส์ที่ต้องการยึดโครงสร้างพื้นฐานของสเตกกิงในวันนี้ กับแนวทางของ BMIC ที่เร่งพัฒนาโครงสร้างเพื่อรับมือกับความเสี่ยงในอนาคตอย่างระบบควอนตัม สะท้อนถึงการเปลี่ยนบทบาทของบล็อกเชนจากสินทรัพย์เก็งกำไร สู่การเป็น *โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่อย่างแท้จริง* ‘ภัยควอนตัม’ ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่คือความจริงที่วงการต้องเริ่มหาคำตอบแล้ววันนี้
ความคิดเห็น 0