บิตไมน์โต้กลับกระแสวิจารณ์ หลังขาดทุนจากอีเธอเรียมกว่า 6 ล้านล้านวอน
บิตไมน์ อิมเมอร์ชัน เทคโนโลยีส์(BitMine Immersion Technologies) บริษัทที่เลือกใช้นโยบายทางการเงินผูกกับอีเธอเรียม(ETH) ออกแถลงการณ์โต้กลับเสียงวิจารณ์ต่อ ‘การขาดทุนจากการประเมินมูลค่า’ มูลค่าประมาณ *6 ล้านล้านวอน* โดยย้ำว่าไม่ใช่ ‘ความผิดพลาด’ แต่เป็น ‘กลยุทธ์ที่วางแผนไว้ล่วงหน้า’ อ้างอิงคำกล่าวของประธานบริษัท ทอม ลี(Thomas "Tom" Lee)
เมื่อเร็ว ๆ นี้ บิตไมน์ตกเป็นเป้าความสนใจจากตลาด หลังเปิดเผยข้อมูลว่าบริษัทมีขาดทุนจากมูลค่าอีเธอเรียมที่ถือครองอยู่กว่า *60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ* หรือราว *8.7 ล้านล้านวอน* ส่งผลให้เกิดกระแสกล่าวหาว่า บิตไมน์อาจเป็นช่องทาง ‘เทขาย’ สำหรับนักลงทุนในอีเธอเรียมช่วงต้น หรือเป็น ‘ทางออกของสภาพคล่อง’ ให้กับรายใหญ่ในตลาด
ทอม ลี ยืนยันว่าโครงสร้างทางการเงินของบริษัทตั้งใจจะผูกกับราคา ETH ตั้งแต่ต้น พร้อมกล่าวว่า “ในสภาวะที่ตลาดคริปโตทั่วโลกกำลังอยู่ในแนวโน้มขาลง การเกิดขาดทุนชั่วคราวเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้” เขายังเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า “ไม่ต่างจากกองทุนดัชนีที่ต้องเผชิญความสูญเสียในช่วงตลาดขาลง” และสรุปชัดว่า “นี่ไม่ใช่ ‘ข้อบกพร่อง’ แต่มันคือ ‘กลไกหลัก’” ของแผนธุรกิจ
บิตไมน์ในวันนี้ไม่ใช่แค่บริษัทเหมืองบิตคอยน์อย่างในอดีต ตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา บิตไมน์ปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยเน้นการสร้างแบบจำลองทางการเงินบนพื้นฐานของอีเธอเรียม และเปิดการซื้อขายหุ้นในตลาดแนสแด็กในเวลาเดียวกัน ทอม ลีเข้ารับตำแหน่งประธานในช่วงเวลาดังกล่าว และเป็นแกนนำในการระดมทุนเอกชนได้ถึง *250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ* โดยเงินจำนวนนี้ถูกนำไปใช้ในการซื้อ ETH เพื่อเสริมสถานะสินทรัพย์ของบริษัท
ข้อมูลปัจจุบันระบุว่า บิตไมน์ถือครองอีเธอเรียมประมาณ *4.3 ล้านเหรียญ* หรือราว *3.5%* ของจำนวน ETH ที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด โดยในจำนวนนี้มี *2.9 ล้านหน่วย* ถูกนำไปใช้ในการ *สเตกกิ้ง* (staking) และจะกลายเป็นรากฐานของแพลตฟอร์ม MAVAN (Made in America Validator Network) ซึ่งมีกำหนดเปิดใช้งานภายในไตรมาสแรกของปีนี้
กรณีของบิตไมน์สะท้อนถึงคำถามสำคัญว่า กลยุทธ์ลักษณะนี้ถูกทำความเข้าใจอย่างเหมาะสมในตลาดคริปโตหรือไม่ แม้จะมีความเสี่ยงระยะสั้น แต่การวางโมเดลธุรกิจที่ผูกกับสินทรัพย์เดียวไม่จำเป็นต้องสื่อถึงความล้มเหลวเสมอไป
ทอม ลีย้ำอีกครั้งว่า “เรามองระบบการเงินบน ETH เป็นฐานรากของโลกการเงินแห่งอนาคต” พร้อมระบุว่า ความเสี่ยงในวันนี้ถือเป็น “กระบวนการตามธรรมชาติสู่ผลลัพธ์ในระยะยาว” ความเคลื่อนไหวของบิตไมน์ยังกลายเป็นกรณีศึกษาแนวใหม่สำหรับบริษัทที่ต้องการสร้าง ‘คลังทุน’ ด้วยอีเธอเรียมในระดับโลก
*ความคิดเห็น*: การสูญเสียมูลค่าราว 6 ล้านล้านวอนไม่ได้แปลว่าแผนล้มเหลวในตัวเอง หากตลาดคริปโตสามารถฟื้นตัวได้ในอนาคต กลยุทธ์ของบิตไมน์อาจกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการรับความเสี่ยงระยะสั้นเพื่อผลตอบแทนระยะยาว และอาจนิยามแนวทางการเงินใหม่ในโลก Web3 ได้เช่นกัน
ความคิดเห็น 0