แพลตฟอร์มดีไฟแนวใหม่ “เวลเวต แคปิตอล” คืนค่าธรรมเนียมแบบเต็มจำนวน ดึงดูดผู้ใช้งานผ่านโมเดลแคชแบ็ก
เวลเวต แคปิตอล(Velvet Capital) แพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) เปิดตัวโปรแกรมคืนค่าธรรมเนียมสูงสุด 100% ภายใต้ชื่อ “เวลเวต แคชแบ็ก” เพื่อลดต้นทุนการเทรดของผู้ใช้งาน หลังจากที่ค่าธรรมเนียมในโลกดีไฟถูกวิจารณ์ว่าเริ่มห่างจากเป้าหมายดั้งเดิมของการเป็นแพลตฟอร์ม ‘ไร้ตัวกลาง’ ด้วยโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ซับซ้อนและสูงเกินจำเป็น
แม้ในตลาดหุ้นดั้งเดิม ค่าธรรมเนียมจะลดลงจนแทบเป็นศูนย์ แต่แพลตฟอร์มดีไฟส่วนใหญ่ยังเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึง 1% ต่อธุรกรรม ทำให้ผู้ใช้งานต้องพึ่งพาแคมเปญแอร์ดรอป รีเบต หรือแคชแบ็กเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย แต่หลายกรณีกลับมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนและให้ผลตอบแทนจำกัด
เวลเวต แคปิตอลใช้แนวทางการคำนวณแบบ ‘กลิ้ง 30 วัน’ แทนระบบรีเซ็ตยอดคงเหลือประจำเดือน โดยจะพิจารณายอดเทรดสะสมภายในระยะเวลา 30 วันเพื่อกำหนดสัดส่วนของการคืนค่าธรรมเนียม ถ้ายอดเทรดถึงเกณฑ์ ก็อาจได้รับแคชแบ็กในอัตราที่สูงขึ้น โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ใช้จะต้องถือครองโทเคน veVELVET ซึ่งได้จากการนำโทเคนเวลเวตฝากไว้ในระบบ
บริษัทระบุว่า หากผู้ใช้งานเข้าเกณฑ์ตามข้อกำหนดทั้งหมด อาจได้รับ ‘คืนค่าธรรมเนียมแบบเต็มจำนวน’ โดยค่าธรรมเนียมที่คืนให้สามารถนำกลับมาใช้ภายในเครือข่ายมัลติเชนยอดนิยม เช่น โซลานา(SOL), อีเธอเรียม(ETH), เบส, BNBเชน, โมนาด และโซนิค อย่างไรก็ดี เงื่อนไขอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบัญชีหรือประเภทเครือข่าย
นอกจากนี้เวลเวตยังผสานระบบ *ปัญญาประดิษฐ์(AI)* เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและเชื่อมต่อโปรโตคอลต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสินทรัพย์ในระบบดีไฟและข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ได้โดยไม่ต้องออกจากกระเป๋าเงิน ซึ่ง *ความคิดเห็น* จากทีมพัฒนายืนยันว่า AI ใช้เพื่อ “เพิ่มความสะดวกในการดูข้อมูล” ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการคาดการณ์ตลาดหรือรับประกันผลตอบแทน
แพลตฟอร์มยังรองรับระบบการจัดการพอร์ตโฟลิโอแบบทีม โดยอนุญาตให้ผู้ใช้งานหลายรายวางกลยุทธ์ร่วมกันภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน ส่งเสริมการจัดการเงินทุนแบบกลุ่ม
แม้ว่าโมเดลค่าธรรมเนียมของดีไฟยังไม่มีมาตรฐานตายตัว แต่แนวคิดแคชแบ็กของเวลเวตถูกจับตามองในฐานะกลไกจูงใจผู้ใช้งานใหม่ ช่วยลดค่าใช้จ่ายพร้อมสร้างกรอบยูทิลิตี้โทเคนที่มีประโยชน์แท้จริง
อย่างไรก็ตาม *ความคิดเห็น* จากผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เงื่อนไขของแคมเปญมักผูกกับปริมาณโทเคนที่ต้องฝากไว้ล่วงหน้า หรือจำนวนการใช้งานที่อาจเปลี่ยนแปลงตามนโยบาย อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากการกำกับดูแลที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งอาจกระทบถึงประสิทธิภาพของโปรแกรมในอนาคต
คำถามที่ยังเปิดอยู่คือ แพลตฟอร์มดีไฟจะนำตลาดไปสู่ยุค ‘ไร้ค่าธรรมเนียม’ ได้เหมือนไม่น้อยหน้าการซื้อขายในตลาดหุ้นหรือไม่ แต่ด้วยความพยายามในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างรวดเร็ว การตอบรับของผู้ใช้งานและแนวโน้มตลาดจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางต่อไปของระบบดีไฟในอนาคต
ความคิดเห็น 0