เจมินีประกาศถอนตัวจากตลาดอังกฤษ, สหภาพยุโรป(EU) และออสเตรเลีย พร้อมปรับกลยุทธ์หันมาโฟกัสตลาดสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ หลังพิจารณาจากปัจจัยด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI), ภาระด้านกฎระเบียบระหว่างประเทศ และความต้องการในตลาดต่างประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) เจมินี(Gemini) แพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า บริษัทจะดำเนินการถอนตัวจากตลาดสหราชอาณาจักร, สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย พร้อมลดพนักงานลงราว *25%* โดยให้เหตุผลว่าเพื่อปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความเรียบง่าย ดำเนินงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเน้นการเติบโตในตลาดทุนของสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ บริษัทยังกล่าวถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ ที่ช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงาน จึงเป็นเหตุผลหนึ่งในการลดจำนวนพนักงาน
เจมินีระบุเพิ่มเติมว่า “ตลาดต่างประเทศมีอุปสรรคในการเข้าสูง และระบบบริหารจัดการที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนโดยรวม เราเห็นว่าตลาดเหล่านี้ยังไม่มีความต้องการเพียงพอ ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางตลาดทุนอันดับหนึ่งของโลก”
การเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งนี้ยังรวมถึงการเน้นการพัฒนา ‘เจมินี พรีดิกชันส์(Gemini Predictions)’ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มตลาดการคาดการณ์ที่เปิดตัวเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา บริษัทประกาศว่าจะส่งเสริมบริการนี้ให้กลายเป็นหนึ่งในฟังก์ชันหลักของแพลตฟอร์ม
ทางเจมินีกล่าวว่า “ตลาดการคาดการณ์มีศักยภาพในการเติบโตเทียบเท่าหรืออาจมากกว่าตลาดทุนดั้งเดิม” โดยหลังเปิดตัว ‘เจมินี พรีดิกชันส์’ มีผู้ใช้งานสะสมมากกว่า *10,000 คน* และมียอดการซื้อขายรวมถึง *24 ล้านดอลลาร์* (ประมาณ 352 ล้านบาท)
ข้อมูลยังเผยว่า ในช่วงรอบการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไตรมาส 3 ปี 2024 ปริมาณการซื้อขายในตลาดการคาดการณ์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น *565.4%* จากไตรมาสก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่าราว *3.1 พันล้านดอลลาร์* (ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท) โดยในเดือนมกราคม 2026 ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ระหว่าง *277 ล้านดอลลาร์ ถึง 550 ล้านดอลลาร์* (ประมาณ 4,062 - 8,071 ล้านบาท)
ปัจจุบัน ตลาดนี้อยู่ภายใต้การครอบครองของ *โพลีมาร์เก็ต(Polymarket)* และ *คัลชิ(Kalshi)* ที่แบ่งสัดส่วนตลาดตามปริมาณการซื้อขายภายใน 24 ชั่วโมงไว้ที่ *37%* และ *26%* ตามลำดับ
ในช่วงที่ตลาดคริปโตยังอยู่ในภาวะซบเซา การตัดสินใจถอนตัวครั้งนี้ของเจมินีถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์เชิงรุกภายใต้ภาวะถดถอย เมื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ฟลัชแครชในเดือนตุลาคม 2025 และความล่าช้าของกฎหมายกำกับดูแลคริปโตของสหรัฐฯ อย่าง ‘CLARITY Act’ จึงไม่แปลกใจที่บริษัทจะเลือกโฟกัสในสหรัฐฯ
*ความคิดเห็น:* การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ของเจมินีในครั้งนี้สะท้อนถึงภาพรวมอุตสาหกรรมคริปโตที่ยังเปราะบางและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การตัดสินใจหันกลับมาลงทุนในสหรัฐฯ พร้อมผลักตลาดการคาดการณ์ จึงไม่ใช่แค่การปรับองค์กร แต่เป็นการเดิมพันครั้งใหม่ในทิศทางธุรกิจที่จะชี้วัดอนาคตของบริษัทในระยะยาว
ความคิดเห็น 0