เจมินี(GEMI) หนึ่งในแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตชื่อดัง ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยเตรียม ‘ลดจำนวนพนักงานสูงสุดถึง 25%’ และถอนตัวออกจากตลาดในสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแผนธุรกิจไปสู่การพัฒนาบริการด้านปัญญาประดิษฐ์(AI) และสร้างรูปแบบรายได้ใหม่ที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น
เมื่อวันที่ 1 ตามเวลาสหรัฐฯ คู่แฝดไทเลอร์และแคเมอรอน วิงเคิลวอส ผู้ร่วมก่อตั้งเจมินี เปิดเผยผ่านบล็อกของบริษัทว่า การปรับโครงสร้างจะส่งผลกระทบต่อพนักงานราว 200 คน ครอบคลุมหลายภูมิภาค รวมถึงสหรัฐฯ และสิงคโปร์ โดยให้เหตุผลว่า เจมินีต้องทุ่มทรัพยากรเกินคาดเนื่องจากเผชิญข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและปัญหาการดำเนินงานในประเทศต่าง ๆ ทำให้บริษัทจำเป็นต้อง ‘ลดความซับซ้อนของโครงสร้าง’ เพื่อให้สามารถจัดลำดับความสำคัญต่อเป้าหมายระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แม้จะถอนตัวจากบางตลาดและลดจำนวนพนักงานลงอย่างมีนัยยะ แต่เจมินีย้ำว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงมาตรการรัดเข็มขัดเท่านั้น แต่ถือเป็นการปรับองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตใหม่ โดยเฉพาะการรุกเข้าสู่ ‘ตลาดการคาดการณ์ (Prediction Market)’ ซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งรายได้แห่งอนาคต
วิงเคิลวอส ระบุว่า “ตลาดการคาดการณ์มีศักยภาพเติบโตระดับเดียวกับตลาดทุน” พร้อมอธิบายว่า การใช้ ‘พลังของปัญญารวมหมู่’ และ ‘กลไกตลาด’ จะช่วยให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคต เจมินีได้เริ่มต้นเข้าสู่ตลาดนี้แล้ว โดยได้รับใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และเปิดตัวแพลตฟอร์ม “เจมินี พรีดิกชันส์(Gemini Predictions)” แบบเบื้องต้นไปเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
จนถึงตอนนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวมีผู้ใช้งานมากกว่า 10,000 ราย และมียอดซื้อขายสะสมเกิน 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 352 ล้านบาท) โดยเจมินีตั้งเป้าให้ตลาดการคาดการณ์กลายเป็นหนึ่งในแกนหลักของธุรกิจ และจะพัฒนาบริการให้เป็น ‘ซูเปอร์แอป’ ที่เชื่อมระหว่างระบบคริปโตและแอปพลิเคชันการเงินอื่น ๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของบริษัทในช่วงนี้ยังถูกตั้งคำถามจากนักลงทุน เนื่องจากผลประกอบการของเจมินียังคงไม่สดใสเท่าที่ควร ราคาหุ้นของบริษัทอยู่ที่ 6.69 ดอลลาร์ (ประมาณ 9,806 บาท) ซึ่งลดลงจากวันก่อนหน้าถึง 7% และถือว่า ‘ร่วงลงมากกว่า 85%’ จากระดับสูงสุดหลังเข้าตลาดที่ 45.90 ดอลลาร์ (ประมาณ 67,319 บาท)
ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า การปรับโครงสร้างองค์กรอาจมีผลดีต่อประสิทธิภาพการบริหารในระยะยาว แต่ในระยะสั้น *ความเชื่อมั่นของนักลงทุน* และ *การพิสูจน์ว่ารูปแบบธุรกิจใหม่จะทำกำไรได้จริง* ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ อีกทั้งการเข้าสู่สนามใหม่อย่าง AI และตลาดการคาดการณ์ ยังจำเป็นต้องอาศัยการทดสอบในระดับตลาดจริงอย่างเข้มข้น
*ความคิดเห็น*: เจมินีแสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจในการสร้าง *โมเดลธุรกิจแห่งอนาคต* แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้าง *ความชัดเจนและความน่าเชื่อถือ* เพื่อลดแรงกดดันจากตลาดและดึงดูดการลงทุนในระยะยาว
ความคิดเห็น 0