สำนักงานกำกับดูแลการเงินของเกาหลีใต้เตรียมเริ่มตรวจสอบเชิงลึกเกี่ยวกับธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัลที่มีความเสี่ยงสูงอย่างจริงจังในปี 2026 โดยจะเน้นจับตาการเคลื่อนไหวของ ‘วาฬ’ หรือผู้ถือเหรียญรายใหญ่ และพฤติกรรมปั่นราคาที่ฉวยโอกาสตอนระบบหยุดให้บริการหรือช่วงหยุดฝากถอนจากแพลตฟอร์ม ซึ่งมักส่งผลให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาด
เมื่อวันที่ 9 ตามรายงานจาก Yonhap News อีชางจิน ผู้อำนวยการสำนักงานฯ ระบุว่ากำลังเดินหน้าจัดตั้งแผนปราบปรามการกระทำผิดต่างๆ ในตลาดคริปโต ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายแบบวนซ้ำขนาดใหญ่, การแทรกแซงกลไกราคาโดยอาศัยช่องโหว่ในโครงสร้างพื้นฐาน, หรือการเผยแพร่ข้อมูลเท็จโดยเจตนา โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘gating’ ซึ่งเป็นการควบคุมจังหวะของอุปสงค์-อุปทานเพื่อก่อให้เกิดความบิดเบือนของราคา จะถูกนำมาสืบสวนเป็นกรณีพิเศษ
นอกจากนี้ สำนักงานยังระบุชัดว่าการใช้ API ของแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนเพื่อสั่งซื้อขายอัตโนมัติ รวมถึงการรวมกลุ่มเผยแพร่ข่าวหลอกผ่านโซเชียลมีเดีย จะถูกจัดเป็นความผิดที่มีความรุนแรงเทียบเท่าการบ่อนทำลายระบบราคาและเสถียรภาพของตลาด โดยมองว่าการกระทำเหล่านี้สามารถสร้างผลกระทบในวงกว้าง
หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของการกำกับดูแลครั้งนี้คือ การพัฒนาระบบ ‘AI ตรวจสอบความผิดปกติ’ ที่สามารถวิเคราะห์รูปแบบความเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเวลาสั้นๆ และสกัดบัญชีต้องสงสัยแบบเรียลไทม์ พร้อมผสานกับเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อความเพื่อจับตาการสมรู้ร่วมคิดผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์
สาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้มาตรการตรวจสอบเข้มข้นยิ่งขึ้น มาจากเหตุผิดพลาดที่เกิดกับแพลตฟอร์มบิทซัมบ์(Bithumb) เมื่อวันที่ 4 ที่ผ่านมา เมื่อลูกค้าบางรายได้รับบิตคอยน์(BTC) เกินจากโปรโมชันของทางบริษัทถึงประมาณ 99.7% ของยอดรวมทั้งหมด แม้ว่าภายหลังจะสามารถเรียกคืนได้ แต่เหตุการณ์นี้ก็ส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาและความเสียหายแก่ผู้ใช้งานบางราย
จากเหตุการณ์นี้เอง คณะกรรมการบริการทางการเงิน, สำนักงานกำกับดูแลการเงิน และสถาบันวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินของเกาหลีใต้ (KoFIU) ได้ประชุมฉุกเฉินเพื่อสั่งตรวจสอบระบบควบคุมภายในและมาตรการรักษาความปลอดภัยของตลาดคริปโตทุกแพลตฟอร์มเป็นการเร่งด่วน ด้านสำนักงานยังเปิดเผยว่าอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลกรณีราคาของโทเคน ‘ZKsync’ ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติในช่วงที่แพลตฟอร์มอัพบิท(Upbit) อยู่ระหว่างปิดปรับปรุง ว่าอาจมีการวางแผนกลไกควบคุมเพื่อปั่นราคาหรือไม่
บริษัทดูนามู (Dunamu) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอัพบิท ได้ออกมาชี้แจงว่าบริษัทมีระบบตรวจจับการซื้อขายผิดปกติพร้อมใช้งานและพร้อมให้ความร่วมมือด้านข้อมูลกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงความเข้มงวดของภาครัฐที่กำลังก่อตัวเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นในด้านกำกับตลาด
ทั้งนี้ ทางสำนักงานยังเดินหน้าเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการใช้ ‘กฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลพื้นฐาน’ ในระยะที่สอง โดยจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ซึ่งจะรับหน้าที่พัฒนาเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลของตลาดแลกเปลี่ยนคริปโต, มาตรฐานบริหารจัดการ และคุณสมบัติสำหรับขอใบอนุญาต ทั้งหมดนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานของตลาดให้สอดรับกับโครงสร้างกำกับใหม่
ควบคู่กัน ทางสำนักงานเริ่มใช้ระบบ ‘AI เฝ้าระวังแบบเรียลไทม์’ มาตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ โดยระบบนี้จะเข้ามาช่วยลดการพึงพิงการตรวจสอบด้วยแรงงานคน พร้อมเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับปั่นราคาและความผิดปกติอื่นๆ ผ่านการประมวลผลข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง
‘ความคิดเห็น’: การเดินหน้าสู่ระยะที่สองของแผนกำกับตลาดคริปโตโดยสำนักงานดูเหมือนจะเป็นสัญญาณชัดเจนว่าหน่วยงานต้องการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาด ด้วยการปราบปรามการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรมอย่างเข้มข้น ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการปั่นราคาและเหตุการณ์ผิดพลาดจากตัวแพลตฟอร์มเอง อย่างไรก็ตาม จุดสมดุลระหว่าง ‘การปกป้องนักลงทุน’ และ ‘การเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุม’ จะเป็นโจทย์ท้าทายที่ทั้งภาครัฐและภาคตลาดต้องร่วมกันตอบในอนาคตอันใกล้
ความคิดเห็น 0