ไบแนนซ์(Binance) เปลี่ยนเงินทุนคุ้มครองผู้ใช้ ‘SAFU(Secure Asset Fund for Users)’ มูลค่าราว 10억 달러(ประมาณ 1조 4,450억 원) มาเป็นบิตคอยน์(BTC) ทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย กลับสู่โครงสร้างที่ถือ ‘กองทุนฉุกเฉิน’ เป็นบิตคอยน์เต็มจำนวน แทนการเน้นความ ‘เสถียร’ แบบสเตเบิลคอยน์ โดยตลาดมองว่านี่คือการวางเดิมพันระยะยาวบนมูลค่าของบิตคอยน์มากกว่าการถือสินทรัพย์ผูกดอลลาร์
เมื่อวันที่ 12 (เวลาท้องถิ่น) ไบแนนซ์ประกาศผ่านบล็อกอย่างเป็นทางการว่าได้ดำเนินการแปลงเงินกองทุน SAFU ทั้งหมดจากสเตเบิลคอยน์มาเป็นบิตคอยน์เสร็จสิ้นแล้ว ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ออนเชน ลุคออนเชน(Lookonchain) ระบุว่า ไบแนนซ์เริ่มทยอยซื้อบิตคอยน์ตั้งแต่วันที่ 2 ถึง 12 กุมภาพันธ์ โดยแบ่งคำสั่งซื้อออกเป็นหลายครั้ง ก่อนจะปิดดีลรอบสุดท้ายด้วยการซื้อเพิ่ม 4,545 BTC ทำให้ยอดรวมในกองทุนแตะระดับ 1만5,000 BTC ในปัจจุบัน
บิตคอยน์ล็อตสุดท้าย 4,545 BTC มีมูลค่าราว 3억 450만 달러(ประมาณ 4,395억 원) ตามราคาตลาดในขณะนั้น ขณะที่ขนาดกองทุน SAFU โดยรวมถูกประเมินว่ามีมูลค่าสูงกว่า 10억 달러(ประมาณ 1조 4,450억 원) เล็กน้อย หากอิงราคาบิตคอยน์บริเวณ 6만 7,000달러(ประมาณ 9,691만 원) ต่อเหรียญ เดิมทีไบแนนซ์เคยแจ้งเมื่อวันที่ 30 มกราคมว่าจะใช้เวลาภายใน 30 วันในการแปลงกองทุนเป็นบิตคอยน์ แต่การดำเนินการจริงเสร็จก่อนกำหนดเหลือเวลาอีกเกือบครึ่งหนึ่ง ปัจจุบันกระเป๋าเงินที่ไบแนนซ์ประกาศว่าเป็น ‘วอลเล็ตเฉพาะของ SAFU’ แสดงยอดถือครอง 1만5,000 BTC เต็มจำนวน
กองทุน SAFU ถูกตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 2018 ในฐานะ ‘กองทุนประกันภัยฉุกเฉิน’ ของไบแนนซ์ เพื่อใช้ชดเชยและป้องกันความเสียหายของผู้ใช้ในกรณีเกิดเหตุร้ายแรง เช่น การถูกแฮ็กหรือปัญหาด้านความปลอดภัยอื่นๆ เมื่อเดือนเมษายน 2024 ไบแนนซ์เพิ่งตัดสินใจเปลี่ยนทรัพย์สินทั้งหมดใน SAFU ไปเป็นสเตเบิลคอยน์ ยูเอสดีคอยน์(USDC) โดยระบุในตอนนั้นว่านี่คือมาตรการเพื่อลด ‘ความผันผวนด้านราคา’ และเพิ่ม ‘เสถียรภาพ’ ของกองทุน
การกลับลำรอบนี้จึงเท่ากับเป็นการ ‘ล้มกระดาน’ จากนโยบายในปี 2024 ไบแนนซ์อธิบายในประกาศล่าสุดว่า มอง ‘บิตคอยน์’ เป็นสินทรัพย์สำรองที่เหนือกว่าสินทรัพย์อื่นในระยะยาว และการเปลี่ยน SAFU ทั้งกองให้เป็น BTC คือการจัดระเบียบกองทุนให้สอดคล้องกับมุมมองภายในของบริษัท นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า หากมูลค่ากองทุน SAFU ลดลงต่ำกว่า 8억 달러(ประมาณ 1조 1,560억 원) เนื่องจากราคาบิตคอยน์ปรับตัวลง ทางแพลตฟอร์มจะเข้าดำเนินการรีบาลานซ์เพื่อดันมูลค่ากองทุนกลับขึ้นมา
การย้ายจากสเตเบิลคอยน์กลับมาสู่บิตคอยน์สะท้อนภาพชัดว่า ไบแนนซ์ยอมรับความเสี่ยงเรื่อง ‘ความผันผวนระยะสั้น’ เพื่อแลกกับโอกาสในการขยายมูลค่ากองทุนในระยะยาวผ่าน ‘ศักยภาพการเติบโตของบิตคอยน์’ มากกว่าการยึดโยงกับดอลลาร์ผ่านเหรียญเสถียร
การตัดสินใจเปลี่ยน SAFU เป็นบิตคอยน์ทั้งหมดสร้างแรงสนใจทันทีในหมู่นักลงทุนคริปโต อินฟลูเอนเซอร์สายคริปโตนาม ‘การ์เร็ต’ กล่าวบนแพลตฟอร์ม X ว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้คือ “การอัดฉีดเงินทุนโดยตรงเข้าสู่ตลาด” และเป็นตัวอย่างของสิ่งที่ “บิลเดอร์ที่มีความรับผิดชอบควรทำ”
ด้านข้อมูลตลาดจากบริษัทวิเคราะห์ออนเชนและข้อมูลเทรด คริปโตควอน트(CryptoQuant) ระบุว่า ในปี 2025 ไบแนนซ์ยังครองส่วนแบ่งการเทรดสปอตเฉลี่ยราว 41% ในกลุ่ม 10 แพลตฟอร์มซื้อขายชั้นนำของโลก อีกทั้งยังมีส่วนแบ่งในตลาดฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุของบิตคอยน์ และปริมาณการถือครองสเตเบิลคอยน์อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่ไบแนนซ์ขยับโครงสร้างสินทรัพย์หรือเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหารกองทุน ก็มีโอกาสส่งผลต่อ ‘สมดุลอุปสงค์–อุปทาน’ และ ‘จิตวิทยาตลาด’ อย่างมีนัยสำคัญ
การที่กองทุนคุ้มครองผู้ใช้ SAFU ถูกเติมเต็มด้วย ‘บิตคอยน์’ ทั้งหมด จึงไม่เพียงสะท้อนว่าบริษัทเดินตามวิสัยทัศน์แบบ ‘Bitcoin-first’ เท่านั้น แต่ยังตอกย้ำภาพของ ‘กระดานเทรดขนาดใหญ่ที่กำลังใช้บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์อ้างอิงสำหรับทุนสำรอง’ ซึ่งอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ให้แพลตฟอร์มรายอื่นพิจารณาเดินตาม
ในช่วงที่การตัดสินใจดังกล่าวถูกเปิดเผย ราคาบิตคอยน์ซื้อขายบริเวณ 6만 7,300달러(ประมาณ 9,723만 원) ขยับเด้งขึ้นราว 0.5% ในรอบ 24 ชั่วโมง แต่หากมองภาพสัปดาห์ ราคายังอ่อนตัวลงเกือบ 5% สะท้อนภาวะตลาดที่ยังไม่สามารถพลิกกลับเป็นขาขึ้นชัดเจนได้
ข้อมูลจากผู้ให้บริการดัชนีราคา คอยนเกโค(CoinGecko) ชี้ว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา บิตคอยน์สูญเสียมูลค่าราว 24% และหากนับระยะเวลา 1 เดือน การปรับฐานกินส่วนสูงถึงประมาณ 30% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดตลอดกาลที่ถูกบันทึกไว้ในเดือนตุลาคม 2025 บริเวณ 12만 6,000달러(ประมาณ 1억 8,207만 원) ราคาปัจจุบันยังคงต่ำกว่าราว 46%
ภายใต้บริบทที่ราคาถอยห่างจากจุดสูงสุดในระดับนี้ การที่ไบแนนซ์นำเงิน 10억 달러(ประมาณ 1조 4,450억 원) ในกองทุน SAFU เข้าซื้อบิตคอยน์เพิ่มเติม จึงถูกมองได้ว่าเป็น ‘ดีลซื้อช่วงย่อตัวขนาดใหญ่’ ที่อาจช่วยดูดซับแรงขายในตลาด ส่วนอีกด้านหนึ่ง การนำเงินกองทุนคุ้มครองผู้ใช้ไปผูกกับสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่างบิตคอยน์เพียงประเภทเดียว ก็จะยิ่งทำให้ ‘มูลค่าประเมินของ SAFU’ แกว่งตัวตามทิศทางราคาบิตคอยน์ในอนาคตมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดที่นักลงทุนและผู้ใช้งานจะต้องติดตามต่อเนื่อง
การเปลี่ยน SAFU เป็นบิตคอยน์ทั้งหมดในครั้งนี้ ยังถูกตีความในเชิงโครงสร้างตลาดว่าเป็นการยืนยันอีกครั้งว่า บิตคอยน์กำลังทำหน้าที่ ‘สินทรัพย์สำรอง’ ภายในอุตสาหกรรมคริปโตอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อมองว่าตลาดสามารถดูดซึม ‘แรงซื้อระดับ 10억 달러’ ในช่วงเวลาสั้นๆ ได้โดยไม่ทำให้ราคาเคลื่อนไหวสุดโต่งจนผิดปกติ
‘ความคิดเห็น’ ในเชิงกลยุทธ์ ตลาดอาจต้องจับตาปัจจัยหลัก 2 ประการต่อจากนี้
หนึ่ง หากราคาบิตคอยน์ร่วงลงจนทำให้มูลค่า SAFU ต่ำกว่า 8억 달러(ประมาณ 1조 1,560억 원) ไบแนนซ์จะเลือกวิธีรีบาลานซ์อย่างไร จะเพิ่มทุนใหม่ ดึงกำไรจากส่วนอื่น หรือใช้วิธีจัดสรรสินทรัพย์ภายในกระดานเทรด
สอง การเคลื่อนไหวของแพลตฟอร์มระดับโลกและสถาบันการเงินอื่นๆ ว่าจะเดินตามรอยด้วยการเพิ่มน้ำหนัก ‘บิตคอยน์’ ในทุนสำรองหรือไม่ หากมีการขยับพร้อมกันหลายราย บิตคอยน์(BTC) อาจยิ่งถูกตรึงสถานะเป็น ‘สินทรัพย์ฐาน’ ในระบบคริปโตมากขึ้นไปอีก
โดยรวมแล้ว การตัดสินใจของไบแนนซ์คราวนี้อาจไม่ได้เป็นเพียง ‘ตัวเร่งราคาระยะสั้น’ เท่านั้น แต่สะท้อนให้เห็นเทรนด์กว้างขึ้นว่า ‘การใช้บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์สำรองหลัก’ กำลังพัฒนาไปสู่บรรทัดฐานใหม่ของอุตสาหกรรมคริปโตในระดับโครงสร้าง
ความคิดเห็น 0