ดีฟาย(DeFi) โปรโตคอลกู้ยืมรายใหญ่ ‘เอйฟ(AAVE)’ กลับมาอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของศึก ‘กาวเวอร์แนนซ์’ อีกครั้งในรอบสองเดือน เมื่อเอйฟแลบส์(Aave Labs) ยื่นข้อเสนอกรอบกลยุทธ์ใหม่ชื่อ ‘เอйฟ วิล วิน(Aave Will Win)’ ต่อเอйฟ DAO เสนอโมเดล ‘โทเคนเป็นศูนย์กลาง’ ที่จะ ‘โอนผลประโยชน์การเติบโตของโปรโตคอลทั้งหมดให้ DAO’ อย่างเป็นระบบ
ข้อเสนอรอบนี้วาง ‘เอйฟ v4’ เป็นแกนกลางของระบบนิเวศในอนาคต พร้อมประกาศชัดว่า มูลค่าที่เกิดขึ้นในระดับ ‘โปรดักต์เลเวล’ บน v4 จะถูกส่งต่อให้ DAO 100% ขณะเดียวกันจะสร้างกลยุทธ์ระดมทุนและขยายตัวที่สามารถชนกับตลาดการเงินโลก และจัดตำแหน่งให้เอйฟแลบส์เป็น “ผู้มีส่วนร่วมระยะยาว” อย่างเป็นทางการ โดยปรับโครงสร้างรายได้ใหม่ให้ ‘ยอดขายจากทุกผลิตภัณฑ์ที่ใช้แบรนด์เอйฟ’ ไหลเข้าคลังเงิน DAO ทั้งหมด
‘เอйฟ v4’ เป็นศูนย์กลางโปรโตคอล… รายได้ 100% เข้าคลัง DAO
ภายใต้กรอบ ‘เอйฟ วิล วิน’ หากเอйฟ DAO ลงมติผ่าน จะมี 3 ประเด็นหลักที่ถูกล็อกไว้ชัดเจน
1) ‘เอйฟ v4’ ถูกแต่งตั้งเป็นเวอร์ชันหลักของโปรโตคอลอย่างเป็นทางการ การพัฒนาและเพิ่มฟังก์ชันสำคัญต่อจากนี้จะโฟกัสที่ v4 เป็นแกน
2) DAO จะวางกรอบกลยุทธ์การเติบโตและการบริหารเงิน ที่มีขนาดและโครงสร้างเพียงพอจะไปแข่งกับฟินเทคและสถาบันการเงินระดับโลก
3) สถาปนาโมเดลแบ่งปันรายได้แบบใหม่ ที่กำหนดให้รายได้ 100% จากผลิตภัณฑ์ทั้งหมดภายใต้แบรนด์ ‘เอйฟ’ รวมถึงงานของเอйฟแลบส์ ถูกโอนเข้าคลังการเงินของ DAO
ถ้าโมเดลนี้ผ่าน เสียงในตลาดมองว่าปัญหาคาราคาซังเรื่อง ‘บทบาท-อำนาจ-แรงจูงใจ’ ระหว่างเอйฟ DAO กับเอйฟแลบส์ ที่คลุมเครือมานาน จะถูกแก้ไปได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อเสนอนี้ถูกจับตาในฐานะ ‘คำตอบเชิงโครงสร้าง’ ต่อประเด็นเรื่อง ‘สิทธิของผู้ถือโทเคน’ ที่ถูกจุดติดไว้ตั้งแต่เดือน 12 ปีที่แล้ว
ตอนนั้น เอร์เนสโต โบอาโด(Ernesto Boado) ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี(CTO) ของเอйฟแลบส์ ออกมาตั้งคำถามอย่างเปิดเผยว่า สิทธิของผู้ถือโทเคนเอйฟ และโครงสร้างการตัดสินใจของ DAO ยังไม่ได้รับการปกป้องและรองรับอย่างเพียงพอ
สตานี คูเลตโชฟ(Stani Kulechov) ผู้ก่อตั้งเอйฟ อธิบายว่ากรอบใหม่นี้คือการ “ทำให้บทบาทของเอйฟแลบส์ในฐานะผู้มีส่วนร่วมระยะยาวต่อเอйฟ DAO ถูกตรึงอย่างชัดเจน ภายใต้ ‘โมเดลที่โทเคนเป็นศูนย์กลาง’” พร้อมย้ำว่ากุญแจสำคัญคือ “ผลิตภัณฑ์ที่เอйฟแลบส์สร้างขึ้น และรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ จะถูกโอนไปยัง DAO 100%”
เขาเสริมด้วยว่า ขณะนี้ ‘การเงินบนเชน(ออนเชนไฟแนนซ์)’ กำลังเข้าสู่เฟสใหม่ที่สำคัญ ซึ่ง ‘ฟินเทคและสถาบันการเงินดั้งเดิม’ เริ่มรุกเข้าสู่พื้นที่ดีฟายอย่างจริงจัง “กรอบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อวางตำแหน่งให้เอйฟ สามารถยึดหัวหาดตลาดเติบโตหลักใน 10 ปีข้างหน้า และยังยืนอยู่ในฐานะ ‘ผู้ชนะ’ ให้ได้”
ความคิดเห็น: สารตั้งต้นชัดเจนมากว่า ‘เอйฟ v4’ คือแพลตฟอร์มหลัก และ ‘DAO เป็นเจ้าของฟลว์รายได้’ คือธีมใหญ่
ตัวแทนเดลิเกตตอบรับเย็น… “ไม่มีผลบวกระยะสั้น”
ก่อนข้อเสนอ ‘เอйฟ วิล วิน’ จะถูกเปิดเผย ชุมชนเอйฟมีข่าวลือเรื่อง ‘ดีลโครงสร้างใหญ่’ หมุนเวียนอยู่หลายสัปดาห์ แต่หนึ่งในตัวแทนเดลิเกตหลักของเอйฟอย่าง ACI(Aave-Chan Initiative) ที่นำโดย มาร์ก เซลเลอร์(Marc Zeller) กลับส่งสัญญาณกังขากับความหวังเรื่อง ‘ข่าวดีทันที’
จากคำบอกเล่าในฟอรั่ม เขาระบุเพียงสั้น ๆ ว่า “ในระยะสั้นไม่มีอะไรเป็นบวกนัก แต่ผมมองว่าการลองทำก็ดีแล้ว” โดยไม่ได้ขยายความต่อ
ยังไม่ชัดว่าเซลเลอร์รับรู้รายละเอียดของข้อเสนอ ‘เอйฟ วิล วิน’ ก่อนหน้านี้หรือไม่ เช่นเดียวกับว่าความเห็นดังกล่าวถูกโยงตรง ๆ กับกรอบนี้ หรือเป็นเพียงคอมเมนต์ต่อข่าวลือโครงสร้างที่กว้างกว่า อย่างไรก็ดี ท่าทีที่ค่อนข้างเย็นนี้สะท้อนบรรยากาศในคอมมูนิตี้ว่า กรอบใหม่เน้น ‘โครงสร้างการเติบโตระยะยาว’ มากกว่าการสร้างโมเมนตัมให้ราคาโทเคนในทันที
ดีฟายกู้ยืมเบอร์ 1… แต่ผลงานโทเคนยัง ‘แผ่ว’
ในเชิงโปรโตคอล เอйฟยังคงเป็นเจ้าตลาดกู้ยืมดีฟายอย่างทิ้งห่าง ณ เวลาจัดทำข่าว เอйฟถือส่วนแบ่งกว่า ‘50% ของตลาดกู้ยืมดีฟายทั้งหมด’ ขณะที่ยอดมูลค่าสุทธิที่ถูกฝาก (หลังหักถอน) สะสมทะลุ ‘52,000 ล้านดอลลาร์’ หรือราว ‘75.24 ล้านล้านวอน’ ไปแล้ว ทำให้คำว่า ‘ถ้าพูดถึงกู้ยืมในดีฟาย = เอйฟ’ ไม่ได้เกินจริงในมุมส่วนแบ่งตลาดและความน่าเชื่อถือของโปรโตคอล
แต่เมื่อมองที่โทเคน ภาพออกมาอีกแบบ โทเคนกำกับกาวเวอร์แนนซ์ ‘เอйฟ(AAVE)’ เคลื่อนไหวซบเซาเช่นเดียวกับอัลท์คอยน์จำนวนมาก โดยในรอบ 1 ปีล่าสุด ราคาปรับลงไปราว ‘56%’ ทั้งที่ตัวเลขรายได้บนเชนและผู้ใช้งานยังแข็งแรง ทำให้เกิดคำถามซ้ำ ๆ ว่า ‘คุณค่าเหล่านี้ถูกถ่ายทอดกลับมายังโทเคนไม่เพียงพอ’
ภายใต้บริบทนี้ ชุมชนจึงจับตาว่า หากกรอบ ‘เอйฟ วิล วิน’ ผ่าน จะทำให้ ‘โฟลว์รายได้ระดับโปรโตคอล’ ถูกบันทึกเข้าระดับ DAO อย่างชัดเจนมากขึ้น และช่วยให้ ‘สิทธิของผู้ถือโทเคน’ กับ ‘โครงสร้างการจับมูลค่า’ โปร่งใสขึ้นหรือไม่ แม้ตอนนี้ยังไม่มีดีไซน์โทเคนอีโคโนมีย่อยออกมาชัด แต่เป้าหมายที่ถูกเขียนไว้ตรง ๆ คือ ‘สะสมมูลค่าใน DAO’ และ ‘จัดแนวแรงจูงใจผู้ถือโทเคน’ ทำให้หลายเสียงมองว่า ภาพรวมระยะกลางถึงยาวอาจเอื้อต่อโทเคนเอйฟมากขึ้น
เอйฟ DAO จะหันสู่กาวเวอร์แนนซ์แบบ ‘โทเคนเป็นศูนย์กลาง’ หรือไม่
ในช่วงที่ผ่านมา เอйฟคอมมูนิตี้เริ่มหันมาโฟกัสบน ‘กระแสเงินสดและประสิทธิภาพ’ มากขึ้น เช่น ข้อเสนอหยุดขยายโปรโตคอลไปยังเลเยอร์2 ที่สร้างรายได้ต่ำชั่วคราว พร้อม ๆ กับการที่สเตเบิลคอยน์ของตนเองอย่าง ‘GHO’ มีมูลค่าตลาดหมุนเวียนทะลุ ‘500 ล้านดอลลาร์’ (ราว 7.23 แสนล้านวอน) ทำให้ภายในระบบนิเวศเอйฟเองก็เริ่มมี ‘โครงสร้างพื้นฐานการเงิน’ ที่หนาแน่นระดับหนึ่งแล้ว
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ข้อเสนอ ‘เอйฟ วิล วิน’ ถูกตีความว่าเป็น ‘บททดสอบ’ ว่าเอйฟจะสามารถเชื่อม ‘อำนาจเหนือตลาดโปรโตคอล’ ที่สร้างมาหลายปี เข้ากับ ‘โครงสร้างสะสมมูลค่าสำหรับ DAO และผู้ถือโทเคน’ ได้มากน้อยแค่ไหน
ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าร่างจะผ่านกระบวนการถกเถียง ปรับแก้ และได้รับไฟเขียวจาก DAO หรือไม่ แต่ในวงการดีฟาย หลายฝ่ายมองว่า “โมเดลที่นำรายได้โปรโตคอล 100% กลับเข้า DAO” แบบนี้ อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการถกเถียงเรื่องกาวเวอร์แนนซ์ และสิทธิผู้ถือโทเคนในอนาคต
ท้ายที่สุด ระดับการยอมรับของเอйฟ DAO ต่อกรอบ ‘โทเคนเป็นศูนย์กลาง’ ใหม่นี้ จะกำหนดพร้อมกันทั้ง ‘ทิศทางของเอйฟ v4’, ‘บทบาทของเอйฟแลบส์’ และ ‘โครงสร้างจับมูลค่าระยะยาวของโทเคนเอйฟ(AAVE)’ โดยไม่ว่าจะมีผลต่อราคาในระยะสั้นหรือไม่ ตลาดก็จับตามองอย่างใกล้ชิดว่า การทดลองเปลี่ยนผ่านสู่ ‘โปรโตคอลดีฟายรายใหญ่ที่วาง DAO และโทเคนไว้ตรงกลางของทุกอย่าง’ จะจบลงแบบไหน
ความคิดเห็น 0