โฟน เล(Phong Le) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(CEO) ของ ‘สตราทีจี(Strategy)’ ออกมาตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมากับกฎ ‘บาเซิล(Basel)’ ว่าด้วยเกณฑ์เงินกองทุนของธนาคารต่อการถือครอง ‘บิตคอยน์(BTC)’ โดยชี้ว่าโครงสร้างการคิด ‘น้ำหนักความเสี่ยง’ ที่สูงเกินจริงในตอนนี้ กำลังทำให้ธนาคารที่อยู่ภายใต้กำกับ “แทบไม่มีทาง” เข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลได้เลยในเชิงปฏิบัติ
จุดเริ่มต้นของประเด็นนี้มาจากภาพชาร์ตหนึ่งชุดที่ถูกโพสต์บนแพลตฟอร์ม X โดยชาร์ตดังกล่าวจัดให้บิตคอยน์อยู่ในหมวด ‘การเปิดรับคริปโตที่ไม่มีหลักประกัน’ และในกรอบ ‘ตัวอย่างแนวทางมาตรฐานแบบบาเซิล Ⅲ’ ได้กำหนด ‘น้ำหนักความเสี่ยงโดยทั่วไป’ ของบิตคอยน์ไว้สูงถึง 1,250% ขณะที่ในตารางเดียวกัน ‘เงินสด’, ‘ทองคำแท่งจริง’ และ ‘พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ’ ถูกให้เป็น 0% ทั้งหมด เล ซีอีโอระบุว่า ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวอย่างเชิงทฤษฎี แต่กำลังทำหน้าที่เป็น ‘บทลงโทษด้านเงินกองทุน’ ที่กำหนดชะตาว่าธนาคารจะกล้าแตะ ‘เอ็กซ์โปเชอร์บิตคอยน์’ หรือไม่
เล มองว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องการเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็น ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ ของระบบกำกับดูแล เขาอธิบายว่า ‘ข้อตกลงบาเซิล’ เป็นกรอบที่กำหนดมาตรฐานเงินกองทุนของธนาคารและกำหนดน้ำหนักความเสี่ยงของแต่ละประเภทสินทรัพย์ในระดับโลก “เฟรมเวิร์กนี้กำลังนิยามโดยตรงว่า ธนาคารจะมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะบิตคอยน์ อย่างไร” นอกจากนี้เลยังชี้ว่า กฎบาเซิลถูกออกแบบโดยคณะกรรมการบาเซิล ซึ่งมีธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับจาก 28 เขตอำนาจศาลเข้าร่วม “สหรัฐฯ เป็นเพียงหนึ่งในนั้น” และเมื่อกฎนี้ถูกนำมาปรับใช้ในระดับชาติ ก็กลายเป็นข้อจำกัดโดยตรงต่อธนาคารในประเทศ
พร้อมกันนี้ เล ยังสะท้อนความขัดแย้งระหว่างเป้าหมาย ‘การเป็นผู้นำคริปโต’ ของรัฐบาลสหรัฐฯ กับการบังคับใช้กฎเงินกองทุนในปัจจุบัน “ถ้าสหรัฐฯ อยากเป็น ‘เมืองหลวงคริปโตของโลก’ จริง ก็จำเป็นต้องกลับไปทบทวนอย่างละเอียดว่ากำลังใช้กฎบาเซิลกับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างไร” เขาระบุ โดยตั้งคำถามต่อวอชิงตันว่า ในขณะที่พูดถึงการแย่งชิงความเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมคริปโต แต่กลับปล่อยให้กฎเงินกองทุนที่ทำให้ธนาคารถือบิตคอยน์ได้ยากมากยังคงอยู่
ผู้ที่ดันประเด็นนี้ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างคือ เจฟ วอลตัน(Jeff Walton) ซึ่งโพสต์สรุปตัวเลขบน X แบบตรงไปตรงมาว่า “น้ำหนักความเสี่ยงสินทรัพย์ตามบาเซิล Ⅲ: ทองคำ 0%, หุ้นจดทะเบียน 300%, บิตคอยน์ 1,250%” พร้อมให้ความเห็นว่า หากสหรัฐฯ จริงจังกับการเป็น ‘crypto capital’ ก็ต้อง ‘เปลี่ยนกฎของธนาคาร’ เพราะตอนนี้ ‘ความเสี่ยงกำลังถูกตีราคาอย่างผิดเพี้ยน’ จากมุมมองนี้ บิตคอยน์จึงถูกจัดให้อยู่ในหมวดสินทรัพย์เสี่ยงสูงสุด เหนือทั้งหุ้นจดทะเบียนและหุ้นนอกตลาดหลายเท่าตัว
ชาร์ตที่วอลตันอ้างถึงจัด ‘น้ำหนักความเสี่ยงโดยทั่วไป’ ของแต่ละกลุ่มสินทรัพย์เป็นลำดับขั้นแบบบันได โดยชั้นล่างสุดคือเงินสดและเงินฝากที่ธนาคารกลาง ซึ่งถูกกำหนดเป็น 0% และทองคำแท่งจริงก็อยู่ที่ 0% เช่นกัน พันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วที่ออกในสกุลเงินของตนเองก็ยังอยู่ในโซน 0% จากนั้นขึ้นมาเป็นตราสารหนี้บริษัทเกรดลงทุนที่ 20–75% หนี้เอกชนที่ไม่มีอันดับเครดิตที่ 100% และตราสารหนี้ ‘ไฮยิลด์’ ที่ 150% ถัดมาคือหุ้นจดทะเบียนที่ 250–300% หุ้นนอกตลาดที่ 400% ขึ้นไป และด้านบนสุดที่โดดเดี่ยวคือบิตคอยน์กับน้ำหนักความเสี่ยง 1,250%
คอนเนอร์ บราวน์(Conner Brown) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์จากสถาบันนโยบายบิตคอยน์(Bitcoin Policy Institute) อธิบายว่าโครงสร้างน้ำหนักความเสี่ยงลักษณะนี้ทำให้การที่ธนาคารจะทำหน้าที่ ‘นายหน้าหรือผู้ให้บริการบิตคอยน์’ กลายเป็นทางเลือกที่ ‘ไม่สามารถทำได้ในเชิงเศรษฐศาสตร์’ เขาให้ความเห็นว่า “ยากจะประเมินต่ำไปได้ว่ามันเป็นความผิดพลาดเชิงนโยบายที่รุนแรงแค่ไหน เพราะธนาคารต้องกันเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงที่ผู้กำกับมองเห็นในแต่ละสินทรัพย์ ยิ่ง ‘น้ำหนักความเสี่ยง’ สูง ต้นทุนในการถือสินทรัพย์นั้นก็จะพุ่งขึ้นแบบทวีคูณ”
บราวน์ขยายความว่าน้ำหนัก 1,250% สำหรับบิตคอยน์ เทียบเท่ากับข้อกำหนดที่ว่า “เอ็กซ์โปเชอร์บิตคอยน์ 1 ดอลลาร์ ต้องใช้เงินกองทุนของธนาคาร 1 ดอลลาร์รองรับ” หรือพูดง่ายๆ คือ ‘บิตคอยน์ 1 ดอลลาร์(ราว 1,448 บาท) ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 1 ดอลลาร์’ ซึ่งเป็นระดับที่แทบไม่มีสินทรัพย์ประเภทอื่นถูกปฏิบัติแบบเดียวกัน ในทางกลับกัน ทองคำกลับถูกปฏิบัติให้มีต้นทุนเงินกองทุนแทบเป็นศูนย์ในฐานะสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสด ส่งผลให้เฉพาะ ‘บิตคอยน์’ เท่านั้นที่ถูกบังคับเชิงโครงสร้างให้ต้องมีการกันเงินกองทุน ‘เกือบ 100%’ และทำให้ธนาคารที่อยู่ภายใต้กำกับไม่จูงใจจะถือบิตคอยน์อยู่บนงบดุล
นอกจากนั้น บราวน์ยังตั้งคำถามว่าทำไม ‘บิตคอยน์’ จึงควรถูกกำหนดให้เผชิญกฎที่เข้มกว่าสินทรัพย์แบบดั้งเดิม เขาชี้ให้เห็นคุณสมบัติของบิตคอยน์ที่สามารถซื้อขายได้ 24 ชั่วโมงตลอด 365 วัน มีข้อมูลบนเชนที่ช่วยให้ตรวจสอบปริมาณการถือครองได้เกือบจะทันที มีจำนวนเหรียญสูงสุดที่กำหนดชัด มีความสามารถในการโอนชำระและเคลียร์ธุรกรรมได้รวดเร็วข้ามพรมแดน และกลไกราคาโปร่งใสในตลาดโลก คุณลักษณะเหล่านี้ในมุมของเขาควรจะ ‘ช่วยลด’ ความเสี่ยงด้านการจัดการและการทำงานของตลาดด้วยซ้ำ แต่กฎที่มีอยู่กลับจัดให้สินทรัพย์นี้อยู่ในกลุ่ม ‘ความเสี่ยงสูงสุด’ และตัดแรงจูงใจของธนาคารที่จะเข้ามาให้บริการ ‘การรับฝาก( custody ) การชำระราคา และการเป็นตัวกลาง’ เกี่ยวกับบิตคอยน์
‘ความคิดเห็น’ ของบราวน์คือ กรอบกำกับบิตคอยน์แบบบาเซิลไม่ได้สะท้อนผลเฉพาะในงบดุลของธนาคาร แต่กำลังบิดเบือนการแข่งขันในตลาดการเงินโดยรวม เขาเตือนว่า การตั้งน้ำหนักความเสี่ยงที่สูงเกินจริงจะ “ผลักกิจกรรมไปสู่สถาบันที่ไม่ใช่ธนาคารและเขตอำนาจศาลนอกชายฝั่ง(offshore)” แทนที่บริการรับฝากและการเป็นตัวกลางจะเกิดขึ้นในระบบธนาคารที่ถูกกำกับดูแล กลับไปตกอยู่ในมือของผู้เล่นที่มีการกำกับดูแลหย่อนยานกว่า ซึ่งอาจทำให้ ‘การคุ้มครองนักลงทุน’ และ ‘เสถียรภาพระบบ’ เสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิม
เขายังแสดงความกังวลว่าหากสถานการณ์นี้ยืดเยื้อ ‘ธนาคารและสถาบันการเงินสหรัฐฯ’ อาจเสียเปรียบในเวทีโลก หากยุโรปหรือบางประเทศในเอเชียเริ่มทยอย ‘ผ่อนคลายหรือปรับ’ กฎสำหรับธนาคารที่ต้องการให้บริการบิตคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัล ก็มีโอกาสที่สถาบันการเงินในสหรัฐฯ จะยังติดอยู่กับกฎเงินกองทุนที่ไม่เอื้อต่อการแข่งขัน ทำให้ขยายฐานธุรกิจในสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้ เช่นนั้นแล้ว ‘น้ำหนักความเสี่ยงบิตคอยน์’ ที่ไม่ถูกปรับอาจแปลได้ว่าสหรัฐฯ กำลังยอมสละตำแหน่ง ‘ศูนย์กลางการเงินคริปโต’ ไปโดยปริยาย
ณ เวลาที่จัดทำบทความ ราคาบิตคอยน์ซื้อขายอยู่บริเวณ 67,857 ดอลลาร์(ราว 9.82 ล้านบาท) นักลงทุนจับตาว่าราคาจะยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล 200 สัปดาห์ (200-Week EMA) ได้หรือไม่ ซึ่งถูกมองเป็นแนวรับสำคัญบนกราฟรายสัปดาห์ เมื่อจุดตัดทางเทคนิคมาบรรจบกับตัวแปรเชิงโครงสร้างอย่าง ‘กฎเงินกองทุนแบบบาเซิล’ ภาพรวมตลาดบิตคอยน์จึงไม่ได้มีเพียงแค่ความผันผวนด้านราคา แต่กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนของ ‘สภาพแวดล้อมเชิงโครงสร้าง’ ในระยะยาว
ในท้ายที่สุด ข้อถกเถียงครั้งนี้สะท้อนว่าบิตคอยน์ไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะ ‘สินทรัพย์เก็งกำไร’ อีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคำถามว่า สินทรัพย์ดิจิทัลจะถูกจัดวางที่ใดในกรอบ ‘กฎเงินกองทุนของธนาคารโลก’ หาก ‘น้ำหนักความเสี่ยง’ ของบิตคอยน์ถูกทบทวนใหม่ อาจเปิดประตูให้ธนาคารเข้ามามีบทบาทในตลาดมากขึ้น แต่หากผู้กำกับดูแลยังคงแนวทางระมัดระวังสูงไว้เหมือนเดิม ‘กำแพง 1,250%’ ก็อาจยืนนานอีกหลายปี ไม่ว่าแนวทางใดจะถูกเลือก สิ่งที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือ การออกแบบกฎเกณฑ์กำกับบิตคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังกลายเป็น ‘ตัวแปรหลัก’ ที่จะกำหนดทั้งความสามารถในการแข่งขันของศูนย์กลางการเงินแต่ละประเทศ และโครงสร้างของตลาดการเงินยุคใหม่ในระยะยาว
ความคิดเห็น 0