Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ดัชนี NDF บิตคอยน์(BTC) ดิ่งต่ำ ชี้ซัพพลายไหลจากวาฬสู่รายย่อยกว่า 63% ของอุปทานหมุนเวียน

ดัชนีออนเชนของบิตคอยน์(BTC) อย่าง ‘ดัชนีการกระจายตัวของเครือข่าย(Network Distribution Factor, NDF)’ กำลังปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้าน ‘การกระจายซัพพลาย’ ที่เริ่มชัดเจนขึ้น ในขณะที่สายตาของตลาดยังจับจ้องไปที่การแกว่งตัวของราคา ตัวชี้วัดด้านโครงสร้างอย่าง NDF กำลังบอกเล่าอีกมุมหนึ่งว่า องค์ประกอบของผู้เล่นในตลาดบิตคอยน์กำลังเปลี่ยนไปอย่างไร โดยเฉพาะภาวะ NDF ที่ลดลง ถูกตีความได้ว่า บิตคอยน์กำลังเคลื่อนออกจากกระเป๋าของไม่กี่ราย ไปสู่มือผู้ลงทุนจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลออนเชน อัลฟแร็คทัล(Alphractal) เปิดเผยผ่าน X (เดิมคือทวิตเตอร์) ว่า ‘NDF ของบิตคอยน์กำลังดิ่งลงอย่างชัดเจน’ และมองว่านี่เป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างซัพพลาย โดยนิยามของ NDF คือสัดส่วนของอุปทานบิตคอยน์ทั้งหมดที่ถูกรวมศูนย์อยู่ในมือของ “ผู้ถือครองรายใหญ่” ซึ่งถืออย่างน้อย 0.01% ของบิตคอยน์ที่หมุนเวียนอยู่ กล่าวให้เข้าใจง่ายคือ NDF วัดว่า ‘ซัพพลายกระจุกตัวอยู่กับคนส่วนน้อยแค่ไหน’ หรือในทางกลับกัน ‘ถูกกระจายออกไปสู่ผู้ถือครองวงกว้างเพียงใด’

เมื่อค่า NDF ปรับลดลง หมายความว่าสัดส่วนในการถือครองของกระเป๋าใหญ่เหล่านี้กำลังลดน้อยลงในเชิงสัมพัทธ์ ‘อำนาจของวาฬ’ หรือผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดจึงถูกเจือจางลง ขณะเดียวกันสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อย และผู้เล่นหน้าใหม่ที่ทยอยเข้ามาซื้อสะสมกลับเพิ่มสูงขึ้น อัลฟแร็คทัลมองการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าเป็น ‘กระบวนการที่ทำให้ความเข้มข้นของซัพพลายบิตคอยน์ลดลง’ และเป็นสัญญาณว่ากำลังเกิด ‘การกระจายตัวใหม่ของเหรียญไปทั่วทั้งตลาด’ อย่างมีนัยสำคัญ

ในมุมมองออนเชน มักพบว่าช่วงเวลาที่ภาวะ ‘กระจุกตัวสูง’ เริ่มคลายตัว มักจะตามหลังการสะสมระยะยาวของนักลงทุนรายใหญ่เป็นรอบๆ หากย้อนไปดูพฤติกรรมในอดีต จะเห็นภาพคล้ายกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า: ระหว่างตลาดกระทิง วาฬและผู้เล่นสถาบันจะเร่งซื้อสะสมบิตคอยน์จำนวนมาก จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ซัพพลายที่กองอยู่ในมือรายใหญ่จะเริ่มไหลออกสู่ผู้ลงทุนฐานกว้าง ผ่านกระบวนการ ‘การกระจายใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ’ ที่กินเวลายาวนานหลายเดือน

‘ช่วงเวลา NDF ลดลงต่อเนื่องเป็นระยะยาว’ มักสัมพันธ์กับภาวะที่ตลาดบิตคอยน์เข้าสู่เฟสที่มีความ ‘สมบูรณ์และกระจายตัว’ มากขึ้นในเชิงโครงสร้าง หลายครั้งเกิดขึ้นหลังจากจบวัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ เมื่อซัพพลายจำนวนมากที่เคยถูกสะสมใกล้บริเวณจุดสูงสุด เริ่มไหลผ่านทั้งกองทุน ETF บิตคอยน์แบบส pot, กระดานเทรดกลาง และกระเป๋าส่วนตัวของนักลงทุนทั่วโลก จนค่อยๆ ถูกดูดซับกระจายไปในวงกว้าง

กราฟที่อัลฟแร็คทัลเผยแพร่ก็สะท้อนภาพเดียวกัน NDF ของบิตคอยน์กำลังไหลลงอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาจะอยู่ในช่วงพักฐานและแกว่งแรงในระยะสั้นก็ตาม ‘ราคาอาจเหวี่ยงขึ้นลง แต่โครงสร้างผู้ถือครองกำลังเปลี่ยนไปแบบช้าๆ และลึกซึ้ง’ คือสารที่กราฟชุดนี้ต้องการสื่อ ในสายตาของนักวิเคราะห์ บทบาทของตัวชี้วัดนี้จึงอยู่ที่การตอบคำถามว่า ‘บิตคอยน์ส่วนใหญ่อยู่ในมือใครกันแน่’ มากกว่าจะมุ่งดูราคาหน้าจอเพียงมิติเดียว ตลาดบางส่วนเชื่อว่า เมื่อการกระจายตัวดำเนินไปเรื่อยๆ ‘ความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจ’ ของเครือข่ายจะเข้มแข็งขึ้น และความเสี่ยงที่ราคาจะผันผวนรุนแรงตามออเดอร์ของวาฬไม่กี่รายก็มีโอกาสลดลงตามไปด้วย

แม้จะมีมุมมองที่ตีความการปรับตัวลงของ NDF ว่าอาจสะท้อน ‘การออกจากตลาดของนักลงทุนรายใหญ่’ แต่ในวงการวิเคราะห์ออนเชนส่วนใหญ่แล้ว แนวคิดหลักกลับมองปรากฏการณ์นี้ในฐานะ ‘ขั้นตอนตามธรรมชาติของการเติบโต’ มากกว่าจะเป็นสัญญาณเชิงลบ เหตุผลหนึ่งคือ ในตลาดการเงินดั้งเดิมเอง เรามักเห็นภาพใกล้เคียงกันอยู่บ่อยครั้ง: รายใหญ่รับบทนำในช่วงดันราคา พอราคาขึ้นมาถึงระดับหนึ่ง ก็ทยอยส่งต่อสินทรัพย์ให้กับผู้ลงทุนกลุ่มกว้างมากขึ้น

‘ความคิดเห็น’ หากมองผ่านเลนส์นี้ การลดลงของ NDF ในรอบนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็น ‘ฉากหนึ่งของการรีดีสทริบิวชัน’ หลังจากตลาดขาขึ้นผ่านจุดพีกไปแล้ว สอดคล้องกับภาพในอดีตที่นักลงทุนทุนหนาเป็นฝ่ายสะสมก่อน แล้วค่อยๆ ถูกดูดซับโดยนักลงทุนทั่วโลก ทั้งฝั่งรายย่อยและสถาบัน จากสหรัฐฯ ยุโรป ไปจนถึงเอเชีย เมื่อซัพพลายไหลออกจากกระเป๋าใหญ่เข้าสู่กระเป๋าจำนวนมหาศาลทั่วโลก โครงสร้างการถือครองบิตคอยน์จึงค่อยๆ เปลี่ยนจากแบบ ‘รวมศูนย์ในไม่กี่มือ’ ไปเป็น ‘กระจายตัวในวงกว้างทั้งบุคคลธรรมดาและสถาบัน’ มากขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับหลายคน นี่คือหัวใจของ ‘บิตคอยน์ในฐานะโครงข่ายการเงินโลก’ เพราะกระบวนการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นตัวเร่งให้บิตคอยน์ค่อยๆ หลุดจากภาพลักษณ์ ‘สินทรัพย์ทดลองของคนส่วนน้อย’ ไปสู่การเป็น ‘โครงข่ายการเงินดิจิทัลที่ถูกถือครองในวงกว้าง’ การลดลงของ NDF จึงสามารถมองได้ว่าเป็น ‘สัญญาณสุขภาพ’ เชิงโครงสร้างมากกว่าความเปราะบาง ท้ายที่สุด แม้ความผันผวนของราคาจะยังไม่หายไปไหน แต่ความเสี่ยงที่ระบบจะพึ่งพาแอดเดรสขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัวจนกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญ ก็น่าจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

เบื้องหลังความสนใจต่อโครงสร้างการกระจายตัวของบิตคอยน์ ยังเชื่อมโยงกับ ‘แนวคิดดั้งเดิมของโปรโตคอลนี้’ โดยตรง นักวิเคราะห์คริปโตอย่าง คริปโต พาเทล(Crypto Patel) ประเมินว่า ปัจจุบันมีบิตคอยน์ประมาณ ‘63% ของอุปทานที่หมุนเวียนอยู่’ อยู่ในมือของนักลงทุนรายย่อยทั่วไป ไม่ใช่ในมือของวอลล์สตรีท หน่วยงานรัฐ หรือองค์กรการเงินยักษ์ใหญ่ นี่คือหนึ่งในจุดต่างที่สำคัญที่สุดของบิตคอยน์ เมื่อเทียบกับสินทรัพย์แบบดั้งเดิมที่มักถูกควบคุมโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่

รากฐานของโครงสร้างนี้มาจากกติกาสำคัญที่ถูกฝังในโค้ดของบิตคอยน์ตั้งแต่วันแรก นั่นคือ ‘จำนวนทั้งหมด 2,100만 개 และจะไม่มีทางเพิ่มขึ้น’ ไม่มีธนาคารกลางไหนสามารถกดปุ่มขยายปริมาณบิตคอยน์ได้เอง ไม่มีนักการเมืองคนใดสั่งแก้โค้ดเพื่อสร้างอินฟเลชันเพิ่ม และไม่มีบริษัทไหนออกโทเคนเพิ่มมาลดสัดส่วนความเป็นเจ้าของของผู้ถือรายเดิมได้ ‘ความคิดเห็น’ ในมุมของคริปโต พาเทล สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้บิตคอยน์ไม่ใช่แค่ ‘นวัตกรรมเทคโนโลยี’ แต่เป็น ‘การปฏิวัติโครงสร้างการเงิน’ อย่างแท้จริง

ท่ามกลางยุคที่รัฐบาลและธนาคารกลางจำนวนมากเดินหน้าใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย พร้อมอัดฉีดการคลังอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าที่แท้จริงของเงินเฟียตค่อยๆ สึกกร่อนลง ความ ‘ขาดแคลนที่พิสูจน์ได้ด้วยคณิตศาสตร์’ ของบิตคอยน์จึงยิ่งโดดเด่นขึ้นมา และเมื่อสินทรัพย์ที่หายากชิ้นนี้ถูกถือครองเป็นส่วนใหญ่โดย ‘บุคคลทั่วไป’ มากกว่าชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ เรื่องเล่าที่ว่าบิตคอยน์เป็น ‘สินทรัพย์ประจำเจเนอเรชัน’ จึงเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ

ณ ช่วงเวลาที่เขียนบทความนี้ บิตคอยน์กำลังซื้อขายอยู่บริเวณ 68,205 ดอลลาร์ต่อเหรียญ หรือราว 98.875 ล้านบาทต่อบิตคอยน์ 1 เหรียญในกรอบกราฟรายวัน ภาพที่เห็นบนหน้าจอคือภาวะตลาดที่สลับไปมาระหว่างการย่อตัวและดีดกลับอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความผันผวนระดับสูงที่ยังคงอยู่ แต่หากมองลึกลงไปในชั้นออนเชน ดัชนีด้านโครงสร้างอย่าง ‘ดัชนีการกระจายตัวของเครือข่าย’ กำลังชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางองค์ประกอบของนักลงทุนที่ค่อยๆ เดินหน้าไปแบบไม่เร่งรีบ

สรุปแล้ว การลดลงของ NDF สามารถอ่านได้ว่าเป็นสัญญาณของการเคลื่อนผ่านจากยุคที่ ‘วาฬไม่กี่ตัวคุมเกมตลาด’ ไปสู่ยุคที่ ‘เครือข่ายถูกถือครองร่วมกันโดยผู้เล่นจำนวนมากขึ้น’ การเคลื่อนย้ายเช่นนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของบิตคอยน์ในระยะยาว และเสริมบทบาทของมันในฐานะอินฟราสตรักเชอร์ทางการเงินระดับโลก ‘ความคิดเห็น’ แม้ราคาจะยังผันผวนในระยะสั้น การจับตาดูว่าซัพพลายกำลังย้ายมือจากใครไปหาใคร อาจสำคัญไม่แพ้การเฝ้าดูกราฟราคา เพราะโครงสร้างการถือครองวันนี้คือปัจจัยชี้นำความยืดหยุ่นและอำนาจต่อรองของเครือข่ายในวันหน้า

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1