เมื่อ ‘AI’ ทำให้คำว่า ‘ผลิตภาพ’ กลายเป็นจริง ตลาดหุ้นอาจฉลองครั้งใหญ่ แต่เศรษฐกิจจริงอาจเผชิญภาวะที่ ‘คนไม่มีเงินจะใช้’ จนการบริโภคเหือดแห้ง นี่คือคำเตือนจากรายงานวิเคราะห์ของ ‘ซิทรีนี รีเสิร์ช’ ที่วาดภาพปี 2028 เอาเรื่อง ‘การเลิกจ้างขนาดใหญ่ การพังทลายของดีมานด์’ ไปจนถึง ‘โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน’ ที่ย้ายจากบัตรไปสู่สเตเบิลคอยน์และเครือข่ายคริปโตเข้ามาเชื่อมโยงไว้ในฉากเดียว
ซิทรีนี รีเสิร์ช ซึ่งเชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์มาโครและธีมการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก เผยแพร่บันทึกเชิงสมมติในรูปแบบ “เมโมเดือนมิถุนายน 2028” โดยมีไทม์สแตมป์จริงเป็นกุมภาพันธ์ 2026 เนื้อหาสไตล์ “ย้อนมองอนาคต” นี้ถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์(X) รายงานเริ่มจากสมมติฐานว่า ‘AI’ ทำตามสัญญาเรื่องผลิตภาพได้สำเร็จ บริษัทลดคน เพิ่มกำไร ราคาหุ้นพุ่งแรง ดัชนี S&P500 ทะยานขึ้นไปลุ้นระดับ 8,000 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กพุ่งทะลุ 30,000 จุด ความคาดหวังต่อ ‘ยุคผลิตภาพ’ ทำให้ตลาดการเงินเดือดพล่าน
ปัญหาคือสิ่งที่เกิดขึ้น ‘หลังจากนั้น’ เมื่อแรงงานที่ถูกเลิกจ้างเริ่มรัดเข็มขัด การบริโภคทรุดตัวอย่างรวดเร็ว บริษัทที่ต้องการปกป้องมาร์จิ้นก็ยิ่งเร่งใช้ ‘AI ทูล’ เพื่อลดต้นทุน และตัดคนเพิ่มอีกรอบ ดีมานด์หด → ต้องลดค่าใช้จ่าย → เลิกจ้าง → ดีมานด์หดซ้ำ วนลูปแบบไม่มีเบรก ภาพเศรษฐกิจที่ซิทรีนีวาดออกมา จึงเป็นวัฏจักรลบที่เสริมตัวเองโดยแทบไม่มีแรงต้านตามธรรมชาติ
ในเศรษฐกิจสหรัฐตามฉากสมมตินี้ กลุ่มรายได้บน 10% แบกรับสัดส่วนการบริโภคมากกว่าครึ่งของประเทศ อาชีพสายคอปกขาวที่เคยรับเงินเดือนราว 180,000 ดอลลาร์ต่อปี เช่น โปรดักต์แมเนเจอร์หรือนักวิเคราะห์ ถูกแทนที่ด้วยซอฟต์แวร์ ทำให้ ‘ฐานการบริโภคชนชั้นกลาง’ สั่นคลอนอย่างหนัก ภาพรวมการผลิตยังเพิ่มขึ้น ตัวเลข GDP ดูโตต่อเนื่อง แต่ค่าจ้างจริงและการจ้างงานกลับถูกบีบจนยุบ ‘ความรู้สึก’ ของคนในระบบเศรษฐกิจจึงเย็นเฉียบ ซิทรีนีเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Ghost GDP’ หรือ ‘GDP ผี’ ตัวเลขดูสวยงาม ขณะที่ร้านอาหารและค้าปลีกทยอยปิดเงียบ เศรษฐกิจดูเหมือนเติบโตแต่กลับไม่เหลือการเติบโตที่ ‘จ่ายเงินเดือนให้ใครจริงๆ’
จุดเปลี่ยนสำคัญในเรื่องอยู่ที่ ‘ตลาดที่อยู่อาศัย’ ซิทรีนีประเมินว่ามีหนี้จำนองกว่า 13 ล้านล้านดอลลาร์ที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานเรื่อง ‘การมีงานทำอย่างมั่นคง’ ต่างจากวิกฤตการเงินปี 2008 ที่สินเชื่อจำนวนมาก “มีปัญหาตั้งแต่ต้น” รอบนี้คือสินเชื่อที่เคยแข็งแรง แต่โลกเปลี่ยนตามดีล ‘AI–ผลิตภาพ’ จนคนตกงานเป็นวงกว้าง อัตราว่างงานพุ่งสู่ 10.2% ขณะที่ดัชนี S&P500 ร่วงลงจากจุดสูงสุด 40–60%
แม้ตัวเลขจะน่าตกใจ ตลาดกลับไม่ “แตกตื่น” เท่าที่ควร เพราะ ‘สภาพคล่องที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมและระบบอัตโนมัติ’ ยังคงค้ำราคาสินทรัพย์ไม่ให้สะท้อนความเจ็บปวดของคนจริงเต็มที่ หากรอยร้าวในเศรษฐกิจจริงไม่รีเฟล็กต์ในราคาสินทรัพย์อย่างทันท่วงที นัยหนึ่งคือการตอบสนองเชิงนโยบายและการบริหารความเสี่ยงอาจล่าช้าไปอีกขั้น
จุดที่วงการคริปโตจับตาเป็นพิเศษคือ ‘การย้ายฐานโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน’ ซิทรีนีตั้งสมมติฐานว่าเอเจนต์ ‘AI’ ที่ทำธุรกรรมอัตโนมัติจะให้ความสำคัญกับ ‘เลย์เทนซี’ ‘ค่าธรรมเนียม’ และ ‘ความง่ายในการโปรแกรม’ มากกว่าแบรนด์ของผู้ให้บริการ เมื่อเหตุผลในการเลือกใช้ระบบชำระเงินถูกขับเคลื่อนโดย “โค้ด” ไม่ใช่ “ความเคยชินของมนุษย์” แรงจูงใจในการหลบเลี่ยงค่าธรรมเนียมอินเตอร์เชนจ์ระดับ 2–3% ของเครือข่ายบัตรอย่าง วีซา และ มาสเตอร์การ์ด และการเสียดทานข้ามพรมแดนก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผลลัพธ์ในฉากของซิทรีนีคือ เอเจนต์ AI เลือกใช้ ‘สเตเบิลคอยน์’ เป็นหลัก และไปเคลียร์ริ่ง–เซ็ตเทิลบนเชนต้นทุนต่ำ ปริมาณธุรกรรมสูง เช่น โซลานา(SOL) และ อีเธอเรียม(ETH) สัดส่วนของผู้ประมวลผลการชำระเงินแบบดั้งเดิมค่อยๆ หดตัว ในโลกที่ค่าแรงถูกกดจนแทบหายไป ส่วนแบ่งผลประโยชน์จะไหลไปหาคนที่ถือครองทรัพยากรการประมวลผล (Compute) และเป็นเจ้าของระบบ AI มากขึ้น ระบบเหล่านี้จะผลักให้ ‘การค้าขาย’ ย้ายไปวิ่งบน ‘Crypto Rail’ ในระดับโครงสร้าง ทำให้โมเดลธุรกิจแบบเก็บค่าธรรมเนียมเครือข่ายบัตรเผชิญแรงกดดัน จุดนี้เองที่ทำให้เกิดมุมมองใหม่ว่า ‘ดีมานด์สเตเบิลคอยน์ในอนาคต’ อาจเกิดจาก ‘การชำระบัญชีของ AI’ มากกว่าจะมาจาก ‘การจ่ายเงินของมนุษย์’ ตลาดจึงเริ่มจับตาโครงสร้างพื้นฐานคริปโตสายเพย์เมนต์ ว่าจะกลายเป็นแกนเติบโตใหม่ในโลกหลัง AI หรือไม่
ประเด็นเรื่อง ‘ช่องว่างความมั่งคั่ง’ คืออีกแกนหลักของบทวิเคราะห์ เจฟฟ์ พาร์ก(Jeff Park) ที่ปรึกษาจาก บิตไวส์ มองว่าฉากนี้สะท้อนภาพ “ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งที่พุ่งสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน และ AI ทำให้มูลค่าของแรงงานเข้าใกล้ศูนย์ ในขณะที่การถือครองสินทรัพย์มีอำนาจเหนือแรงงานยิ่งกว่าเดิม” เขายังตั้งสมมติฐานถึงกรณีที่ บิตคอยน์(BTC) ทะยานขึ้นไปแตะระดับ 1,000,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ
ส่วนที่ชวนขนลุกที่สุดในงานเขียนของซิทรีนีคือ ‘มิติของเวลา’ แม้จะถูกเล่าในมุมมองของเดือนมิถุนายน 2028 แต่วันที่เขียนจริงคือกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งเป็นจังหวะที่สัญญาณหลายอย่าง เช่น คลื่นการเลิกจ้าง การชะลอตัวของการบริโภค และการเริ่มขยับของการชำระเงินไปบน ‘Crypto Rail’ เริ่มโผล่ให้เห็นแล้ว มายล์ส ดอยท์เชอร์(Miles Deutscher) เทรดเดอร์คริปโตและนักสนับสนุน AI ก็ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า “ผมไม่เคย ‘มองบวก’ ต่อ AI เท่านี้มาก่อน แต่ก็ไม่เคย ‘กลัว’ ความหมายของมันเท่าตอนนี้เช่นกัน”
‘ความคิดเห็น’ หาก AI ยกระดับผลิตภาพได้จริง แต่ผลประโยชน์ไหลไปกระจุกอยู่ในมือของคนที่ถือ ‘สินทรัพย์’ และ ‘โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี’ มากกว่าจะไปอยู่ในกระเป๋าค่าจ้างของคนส่วนใหญ่ เครื่องยนต์คู่ของเศรษฐกิจอย่าง ‘การจ้างงาน’ และ ‘การบริโภค’ อาจถูกทุบลงพร้อมกัน สิ่งที่ซิทรีนีพยายามตั้งคำถามคือ ในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นยังแรลลี่ ขณะที่เศรษฐกิจจริงเริ่มเย็นชา การย้ายฐาน ‘การชำระเงินและการชำระบัญชี’ ไปสู่สเตเบิลคอยน์และอินฟราคริปโตจะเร่งตัวแค่ไหน และข้อมูลจริงในปี 2026 เป็นต้นไปจะค่อยๆ ดันฉากสมมตินี้ให้เข้าใกล้ความจริงมากเพียงใด
ความคิดเห็น 0