Citriniรีเสิร์ชเผยแพร่รายงาน ‘สุดโต่ง’ ว่าด้วยความเสี่ยงที่ ‘ปัญญาประดิษฐ์(AI)’ อาจสั่นคลอนระบบเศรษฐกิจทั่วโลก จนทำให้หุ้นเทคโนโลยีสายซอฟต์แวร์และการชำระเงินในตลาดหุ้นสหรัฐร่วงพร้อมกันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยรายงานเตือนว่าเมื่อ ‘AI เอเจนต์(Agentic AI)’ ถูกใช้งานแพร่หลาย อาจเข้ามาแทนที่แรงงานออฟฟิศจำนวนมาก กดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภค และจุดชนวนให้เกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ
สำนักวิจัยที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักอย่าง ‘Citriniรีเสิร์ช’ กลายเป็นประเด็นร้อนในตลาดทันที หลังรายงานชื่อ ‘Global Intelligence Crisis’ มียอดเข้าชมบน X ทะลุ 22 ล้านครั้ง รายงานชิ้นนี้ชี้ว่า AI สามารถ ‘ระเบิดกำไร’ ให้ภาคธุรกิจได้จริง แต่ก็อาจทำให้ ‘ความจำเป็นของแรงงานมนุษย์ลดลงอย่างมาก’ จนสายใยเชื่อมระหว่างรายได้กับการบริโภคในเศรษฐกิจจริงอ่อนแรงลง
ในฉากทัศน์ที่ Citriniวาดไว้ โดยสมมติช่วงเวลา ‘เดือนมิถุนายน 2028’ ดัชนี S&P500 ร่วงลงราว 38% จากจุดสูงสุดตลอดกาล ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งทะลุ 10% ตลาดเครดิตเอกชนเริ่มสั่นคลอน และกระทบลุกลามไปถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยคุณภาพดีที่เริ่มมี ‘รอยร้าว’ ปรากฏขึ้น จุดหักมุมคือ ในสถานการณ์นี้ ‘AI ไม่ได้ล้มเหลว’ แต่กลับทำงานได้ ‘ดีกว่าที่คาดหวัง’ จนกลายเป็นตัวเร่งปัญหา
คอนเซปต์สำคัญที่รายงานหยิบมาอธิบายผลกระทบคือ ‘ยูโฟร์จีดีพี(Ghost GDP)’ หรือ *จีดีพีผี* หมายถึงผลผลิตที่ถูกนับรวมในสถิติเศรษฐกิจของประเทศ แต่ไม่หมุนกลับมาในรูปของ ‘รายได้และการใช้จ่ายของครัวเรือน’ จึงไม่ส่งผลเชิงบวกต่อ ‘เศรษฐกิจจริง’ ที่ผู้คนสัมผัสได้ Citriniยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า ‘คลัสเตอร์ GPU ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในนอร์ทดาโคตา สามารถสร้างผลผลิตเทียบเท่าพนักงานออฟฟิศในแมนฮัตตัน 10,000 คนในอดีต’ ซึ่งแปลว่าผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่การจ้างงานและการบริโภคไม่ได้โตตาม สุดท้ายอาจนำไปสู่ ‘การเลิกจ้างครั้งใหญ่ของแรงงานออฟฟิศ การใช้จ่ายหดตัว และภาวะถดถอย’ ตามลำดับ
นอกจาก ‘ความไม่แน่นอนจาก AI’ แล้ว ยังมีปัจจัยมหภาคอื่น ๆ เข้ามากดดันความเสี่ยงในตลาดพร้อมกัน มีการตีความกันว่าความเป็นไปได้ของนโยบาย ‘กำแพงภาษี’ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ รวมถึงความปั่นป่วนทางการค้าระดับโลก เป็นอีกตัวแปรที่ทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น สื่อการเงินต่างประเทศชี้ว่า *ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเองก็ได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนชุดเดียวกัน* โดย ‘บิตคอยน์(BTC)’ ร่วงลงมาเกือบ 50% จากจุดสูงสุดตลอดกาลบริเวณ 126,080 ดอลลาร์ (ราว 1.8234 ล้านบาท) ที่ทำไว้เมื่อต้นเดือนตุลาคม ขณะที่ ‘ทองคำ’ ในฐานะ ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ ยังเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งแกร่ง
‘ความคิดเห็น’ สำหรับนักลงทุนคริปโต ภาพนี้สะท้อนว่า *การกำหนดราคา(Valuation) ของบิตคอยน์(BTC) และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ กำลังผูกเข้ากับความเสี่ยงมหภาคและ AI มากขึ้น* ไม่ใช่แค่ปัจจัยภายในวงการคริปโตอย่างเดียว
‘AI ปั่นตลาดเทค’ หุ้น IBM ดิ่งหนักสุดในรอบ 25 ปี
------------------------------------------------
แรงสั่นสะเทือนจากรายงาน Citriniสะท้อนออกมาที่ตลาดหุ้นอย่างรวดเร็ว หุ้นเทคกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการองค์กรโดนเทขายถ้วนหน้า โดย ‘ไอบีเอ็ม(IBM)’ ดิ่งลงถึง 13.1% ในวันจันทร์ ปิดที่ 223.35 ดอลลาร์ (ราว 3.2 แสนบาทต่อหุ้น) กลายเป็น ‘การร่วงในวันเดียวหนักสุดในรอบ 25 ปี’ ของบริษัทนี้ ขณะที่ ‘ไมโครซอฟท์(MSFT)’, ‘ออราเคิล’, ‘แอคเซนเจอร์’ ก็อ่อนตัวตามไป 3.21%, 4.57% และ 6.58% ตามลำดับ
หุ้นในกลุ่ม ‘ระบบชำระเงิน–บัตรเครดิต’ ก็ไม่รอดแรงขาย ‘วีซ่า’, ‘มาสเตอร์การ์ด’, ‘อเมริกันเอ็กซ์เพรส’ ร่วงลง 4.5%, 5.77% และ 7.2% ตามลำดับ นักวิเคราะห์มองว่า สาเหตุหนึ่งมาจากข้อกังวลในรายงานของ Citriniที่ชี้ว่า ‘ตลาดเครดิตเอกชน(private credit)’ และแพลตฟอร์มปล่อยกู้ที่ใช้ซอฟต์แวร์เป็นแกน อาจเผชิญปัญหาไหลลุกลามเป็นลูกโซ่หากเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง ทำให้เม็ดเงินลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงถูกดึงออกมาเพิ่ม
ความไม่สบายใจของตลาดไม่ได้มาจากรายงานนี้ฉบับเดียว ‘นัสซิม ทาเล็บ(Nassim Taleb)’ นักคิดด้านทฤษฎีความเสี่ยงชื่อดัง เตือนว่า AI อาจผลักให้บริษัทซอฟต์แวร์บางแห่งล้มละลายได้ ในอีกด้านหนึ่ง ‘แอนโทรปิก(Anthropic)’ ก็ออกมาเปิดเผยว่าเครื่องมือ ‘Claude Code’ ของบริษัท สามารถช่วย ‘ปรับปรุงและโมเดิร์นไนซ์ซอฟต์แวร์เก่า(COBOL)’ ที่ยังใช้กันอยู่ในระบบขนาดใหญ่ของหน่วยงานรัฐ ธนาคาร และสายการบินทั่วโลก
จุดสำคัญคือ ‘ภาษา COBOL’ ถูกใช้งานอย่างกว้างขวางบน ‘ระบบของ IBM’ มานานหลายสิบปี ทำให้หลายฝ่ายมองว่าข่าวการพัฒนาเอเจนต์ AI ที่ช่วยแปลงระบบ COBOL ไปสู่แพลตฟอร์มใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น ยิ่งตอกย้ำความเสี่ยงระยะยาวต่อโมเดลธุรกิจแบบดั้งเดิมของ IBM และมีส่วนเร่งให้แรงขายหุ้นรุนแรงขึ้น
Citriniมองว่า เมื่อเครื่องมือ ‘เอเจนต์ AI’ เช่น ‘Claude Code’ ของแอนโทรปิก หรือ ‘Codex’ ของโอเพ่นเอไอ เริ่มถูกนำมาใช้ในวงกว้าง บริษัทต่าง ๆ จะเข้าสู่วงจร ‘ฟีดแบ็กเชิงลบต่อแรงงาน’ คือ ‘ประหยัดค่าจ้างมนุษย์ → นำเงินไปลงทุนซื้อทรัพยากร AI เพิ่ม → อัตโนมัติซ้ำรอบ’ วนไปเรื่อย ๆ จนการจ้างงานมนุษย์หดตัวต่อเนื่อง ผลที่ตามมาคือ ‘รายได้ครัวเรือนลด–การบริโภคชะลอ–เศรษฐกิจจริงถูกบีบจากทุกทิศทาง’ ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างจากมุมมอง AI = ตัวผลักดันการเติบโตแบบไร้ขีดจำกัดที่ตลาดเคยคาดหวัง
‘AI เอเจนต์ยังแพงไป’ ต้นทุนคือเบรกสำคัญ
-----------------------------------------
อย่างไรก็ตาม ก็มีเสียงโต้แย้งที่มองว่าฉากทัศน์ของ Citriniอาจมอง ‘ด้านมืด’ ของ AI เร็วเกินไป นักลงทุนเทคโนโลยีหลายรายชี้ว่า ‘ต้นทุนการรัน AI เอเจนต์ในปัจจุบันยังสูงกว่าผลตอบแทน’ อยู่มาก
‘เจย์สัน คาลาคานิส(Jason Calacanis)’ นักลงทุนสายเทค เปิดเผยว่าตนเองใช้เงินราว 300 ดอลลาร์ต่อวัน (ประมาณ 4.3 หมื่นบาท) เพื่อรัน AI เอเจนต์ 1 ตัว แต่ ‘อัตราการใช้งานจริง(Utilization)’ กลับอยู่เพียง 10–20% เท่านั้น หมายความว่าทรัพยากรส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่า ขณะที่ ‘ชามัท พาลิฮาพิทียา(Chamath Palihapitiya)’ ซีอีโอ Social Capital ก็มองคล้ายกัน โดยประเมินว่า AI เอเจนต์ต้อง ‘มีประสิทธิภาพอย่างน้อย 2 เท่าของพนักงานมนุษย์’ ถึงจะคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สำหรับการ ‘แทนที่คนจริง’
‘มาร์ก คิวบัน(Mark Cuban)’ มหาเศรษฐีนักลงทุน ระบุว่า ‘เงื่อนไขด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ’ เหล่านี้ คือข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักมากที่สุดต่อแนวคิดที่ว่า AI จะ ‘กวาดล้างงานมนุษย์แบบฉับพลัน’ ในเวลาอันสั้น
‘ความคิดเห็น’ สำหรับนักลงทุนคริปโต มุมนี้ชี้ว่าตลาดอาจ ‘ตีราคาเกินจริง’ ทั้งโอกาสและความกลัวเกี่ยวกับ AI ในระยะสั้น ซึ่งอาจหมายถึง *ความผันผวนสูงกว่าพื้นฐาน* ทั้งในหุ้นเทคและ ‘บิตคอยน์(BTC)’ หรือเหรียญใหญ่ ๆ ที่มักเคลื่อนไหวตามกระแสแมโคร
จุดลงตัวของ ‘ราคา AI’ และ ‘ราคาเสี่ยง’
---------------------------------------
ท้ายที่สุด แรงขายหุ้นเทคและความผันผวนของ *บิตคอยน์(BTC) รวมถึงคริปโตโดยรวม* สะท้อนคำถามเดียวกัน คือ ‘ตลาดควรให้ราคากับการเติบโตของ AI อย่างไร ในขณะที่ต้องหักกลบความเสี่ยงด้านการจ้างงาน การบริโภค และระบบเครดิต?’
ตราบใดที่ ‘ความคาดหวังต่อการเติบโตของ AI’ ยังสูงมาก และ ‘ความเสี่ยงด้านยูโฟร์จีดีพี(Ghost GDP) การเลิกจ้าง และความเปราะบางของเครดิตเอกชน’ ยังถูกถกเถียงอย่างกว้างขวาง นักวิเคราะห์คาดว่า *ความผันผวนในสินทรัพย์เสี่ยง ตั้งแต่หุ้นเทคไปจนถึงบิตคอยน์(BTC)* อาจยังไม่ลดลงง่าย ๆ นักลงทุนจึงต้องจับตาทั้ง ‘ทิศทางนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์’ และ ‘ต้นทุนการใช้ AI เอเจนต์’ ควบคู่กันไป เพื่อประเมินว่า ‘AI จะเป็นตัวจุดประกายรอบขาขึ้นครั้งใหม่ หรือเป็นชนวนของการชะลอตัวรอบใหญ่’ ในเศรษฐกิจยุคถัดไป
ความคิดเห็น 0