กระดานเทรดคริปโต ‘คราเคน(Kraken)’ จุดกระแสดีเบตเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ‘คริปโต’ กับ ‘การเมือง’ อีกครั้ง หลังประกาศเข้าร่วมสนับสนุนบัญชีออมทรัพย์สำหรับทารกแรกเกิดในรัฐไวโอมิง ทั้งหมด ภายใต้ชื่อ ‘บัญชีทรัมป์(Trump Accounts)’ แม้จะถูกนำเสนอในเชิงสนับสนุนการออมของชุมชนท้องถิ่น แต่ในมุมมองของตลาด นี่ถูกมองว่าเป็นการวาง ‘ตำแหน่งทางการเมือง’ ที่สอดรับโดยตรงกับแนวทาง ‘หนุนคริปโต’ ของประธานาธิบดีทรัมป์
คราเคนระบุว่าจะเปิดบัญชีในโครงการออมทรัพย์ให้เด็กที่เกิดในรัฐไวโอมิงทั้งหมดในปี 2026 พร้อมใส่เงินสนับสนุนเริ่มต้นลงในแต่ละบัญชี โครงการออมทรัพย์นี้เป็นนโยบายที่ผลักดันโดยประธานาธิบดีทรัมป์ โดยคราเคนเน้นย้ำว่า จุดประสงค์คือการเพิ่ม ‘โอกาสทางการเงินของครอบครัว’ ข้อมูลจากคอยน์เกโค(CoinGecko) ระบุว่า ในช่วง 24 ชั่วโมง คราเคนมีปริมาณซื้อขายราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท) อยู่ในกลุ่มกระดานเทรดอันดับ 6 ของโลก
‘คำ’บัญชีทรัมป์’ ความเสี่ยงใหญ่ไม่ใช่กฎระเบียบ แต่คือการเมือง’
ในมุมคนในวงการ การสนับสนุน ‘บัญชีทรัมป์’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่แคมเปญการตลาด แต่สะท้อนความพยายามของคราเคนในการ ‘ยึดหลัก’ ความสัมพันธ์กับรัฐที่วางรากฐานด้านกฎระเบียบที่สำคัญที่สุดให้บริษัท เจมี กริน(Jamie Green) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ ‘ซูเปอร์เซ็ต(Superset)’ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ‘เดอะ ดีไฟแอนต์(The Defiant)’ ว่า “นี่คือการรักษาความสัมพันธ์อันเป็นมิตรกับเขตอำนาจที่อนุญาตให้ได้ ‘ใบอนุญาตคล้ายธนาคารที่ใหญ่ที่สุด’ เท่าที่บริษัทเคยได้รับ”
รัฐไวโอมิงถือเป็นจุดหมายสำคัญ เพราะในปี 2020 รัฐนี้ได้อนุมัติให้คราเคนตั้ง ‘คราเคน แบงก์(Kraken Bank)’ และออกใบอนุญาตในฐานะ ‘SPDI (Special Purpose Depository Institution)’ รายแรกของสหรัฐให้กับบริษัทคริปโต SPDI มีสถานะเป็นใบอนุญาตสถาบันการเงินระดับรัฐที่อนุญาตให้รับฝากและดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลได้โดยตรง ทำให้ฝั่งกระดานเทรดมองว่า นี่คือฐานหลักในการสร้างทั้ง ‘เสถียรภาพทางธุรกิจ’ และ ‘ความน่าเชื่อถือจากภายนอก’ ไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม กรินมองว่า ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่หน่วยงานกำกับดูแล แต่คือ ‘กระแสการเมือง’ เขาให้ความเห็นว่า “ความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าคือด้านการเมือง พรรคเดโมแครตและนักวิจารณ์สายเสรีนิยมอาจใช้เรื่องนี้เป็นหลักฐานของความ ‘ใกล้ชิดระหว่างบริษัทคริปโตกับทำเนียบขาว’” พร้อมเพิ่มว่า “วันนี้การอยู่ใกล้ชิดกับทรัมป์อาจเป็น ‘สินทรัพย์’ แต่ถ้าลมการเมืองเปลี่ยน มันก็อาจกลายเป็น ‘หนี้สิน’ ได้เช่นกัน” ‘ความคิดเห็น’ นี้สะท้อนว่าตลาดเริ่มมองความสัมพันธ์เชิงการเมืองเป็นตัวแปรความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์อย่างจริงจัง
ไวโอมิง ‘สนามทดลองกฎคริปโตของสหรัฐ’ และจุดตัดผลประโยชน์กับคราเคน
การตัดสินใจลงเงินใน ‘บัญชีทรัมป์’ ยังสอดรับกับเส้นทางด้านนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ค่อนข้างแตกต่างของรัฐไวโอมิงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แดเนียล บารา(Daniel Bara) ผู้อำนวยการสมาคมโอลิมปัส(Olympus Association) ระบุว่า “ไวโอมิงเป็นหนึ่งในรัฐแรกๆ ที่สร้างกรอบกำกับดูแลซึ่งยอมรับ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินอย่างเป็นทางการ” พร้อมเสริมว่า “นโยบายที่เริ่มจากที่นี่ มักถูกจับตาอย่างใกล้ชิดโดยรัฐอื่นๆ”
ช่วงต้นปี รัฐไวโอมิงได้เปิดตัวสเตเบิลคอยน์ที่อิงมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้ชื่อ ‘FRNT’ ดำเนินการโดยผู้จัดการกองทุน ‘แฟรงกลิน เทมเพิลตัน(Franklin Templeton)’ และใช้คราเคนและพาร์ตเนอร์รายอื่นเป็นช่องทางในการกระจายโทเคน นี่ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของ ‘สเตเบิลคอยน์ที่ออกโดยรัฐบาลท้องถิ่น’ ซึ่งมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ต่อทั้งตลาดเงินดิจิทัลและระบบการเงินสหรัฐ
นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคม 2025 เซเนเตอร์ซินเทีย ลูมมิส(Cynthia Lummis) และส.ส.นิค เบกิช(Nick Begich) ยังได้ยื่นร่าง ‘กฎหมายบิตคอยน์(BITCOIN Act)’ ที่เสนอให้สหรัฐจัดตั้ง ‘ทุนสำรองบิตคอยน์(BTC) เชิงยุทธศาสตร์’ และวางกรอบนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลระดับชาติอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
บาราให้ข้อมูลว่า การที่คราเคนให้คำมั่นจะใส่เงินรวม 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 17.31 ล้านบาท) ลงใน ‘บัญชีทรัมป์’ สำหรับทารกทั้งหมดที่เกิดในปีนี้ แสดงให้เห็นถึง “ระดับความลึกของความสัมพันธ์ระหว่างคราเคนกับรัฐไวโอมิง” พร้อมเสริมว่า “ถ้าบริษัทกำลังเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น (IPO) การลงทุนในชุมชนท้องถิ่นที่สะดุดตาแบบนี้มี ‘น้ำหนัก’ ต่อการรับรู้ของทั้งนักลงทุนและผู้กำกับดูแลไม่น้อย”
การเมืองกับคริปโตกำลัง ‘มาบรรจบกัน’ บริษัทเดินตามภูมิทัศน์นโยบาย
การเคลื่อนไหวของคราเคนจึงไม่ได้สะท้อนแค่กลยุทธ์ของบริษัทเดียว แต่ยังชี้ให้เห็นแนวโน้มที่อุตสาหกรรมคริปโตทั้งระบบกำลังเดินหน้าเข้าไปสร้างจุดเชื่อมกับผู้กำหนดนโยบายในระดับที่ลึกขึ้น คริสโตเฟอร์ เพอร์เซปชันส์(Christopher Perceptions) หัวหน้าทีมของจูบิลี แลบส์(Jubilee Labs) และที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ให้ดอรา เดรก(Dora Drake) วุฒิสมาชิกประจำรัฐวิสคอนซิน ระบุว่า “ตอนนี้ประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ออกทั้งมีมคอยน์ แพลตฟอร์มดีไฟ(DeFi) และยังมีผลประโยชน์เชื่อมโยงกับการขุดบิตคอยน์ด้วย” พร้อมชี้ว่า “การบรรจบกันของ ‘การเมือง’ กับ ‘คริปโต’ เริ่มต้นไปแล้ว และคลื่นลูกใหญ่กำลังขยายตัวต่อเนื่อง”
บาราเสริมว่า “เมื่อไม่กี่ปีก่อน บริษัทคริปโตจำนวนมากยังตั้งตัวเป็น ‘คนนอกระบบการเมือง’ หรือมีภาพลักษณ์ ‘ต้านระบบ’ อยู่ชัดเจน” แต่ปัจจุบัน “เงินระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ไหลเข้าสู่ ‘ซูเปอร์ PAC’ (คณะกรรมการดำเนินการทางการเมืองขนาดใหญ่) บริษัททยอยย้ายสำนักงานใหญ่ไปยังรัฐที่มีกฎระเบียบเป็นมิตร และการสนับสนุนโครงการที่เชื่อมโยงกับนโยบายระดับรัฐบาลกลางก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”
เมื่อย้อนกลับมามองดีล ‘บัญชีทรัมป์’ ของคราเคน ภาพที่ชัดขึ้นคือ อุตสาหกรรมคริปโตในสหรัฐกำลังดึง ‘ความเสี่ยงเชิงการเมืองและนโยบาย’ เข้ามาเป็นหนึ่งในแกนหลักของการวางกลยุทธ์ธุรกิจ ในช่วงที่แนวทาง ‘หนุนคริปโต’ ของประธานาธิบดีทรัมป์ยังดำเนินต่อไป ความสัมพันธ์เช่นนี้อาจกลายเป็น ‘คันโยก’ ที่ช่วยเร่งการเติบโตของบริษัทและตลาด แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากขั้วอำนาจในทำเนียบขาวหรือโครงสร้างรัฐสภาเปลี่ยนมือ ‘กระแสย้อนกลับ’ ที่รุนแรงขึ้นก็เป็นความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลาดจึงมีแนวโน้มจะตีความและประเมินก้าวเดินเชิงการเมืองของบริษัทคริปโตอย่างระมัดระวังมากขึ้นในระยะถัดไป
ความคิดเห็น 0