บิตคอยน์(BTC) ดีดตัวกลับขึ้นไปแตะระดับ 6.6만ดอลลาร์ชั่วคราวหลัง ‘ประธานาธิบดีทรัมป์’ กล่าวสุนทรพจน์แถลงนโยบายประจำปี แต่ฝั่งวิเคราะห์ชี้ว่า ‘โครงสร้างหลักของตลาด’ ยังไม่เปลี่ยนทิศอย่างมีนัยสำคัญ ‘โคอินเบส อินสติติวชันแนล’มองว่าโซน 6만ดอลลาร์คือ ‘แกนรับสำคัญ’ ของราคา และเตือนว่าหากระดับนี้แตกลง โครงสร้างของตลาดออปชันอาจทำให้แรงขายถูกเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
โคอินเบส อินสติติวชันแนลสรุปมุมมองไว้ชัดเจนว่า ในสภาพที่ ‘ความเสี่ยงทางขาลง’ สะสมอยู่พอสมควร หากต้องการเห็นการกลับตัวของทิศทางราคาแบบมีน้ำหนัก ตลาดจำเป็นต้อง ‘ช่วงชิง’ ระดับ 8.2만ดอลลาร์กลับคืนมาให้ได้ก่อน ขณะเดียวกัน แนวรับ 6만ดอลลาร์จะเป็นตัวชี้ชะตาโมเมนตัมระยะสั้น ส่วน 8.2만ดอลลาร์ถูกมองเป็น ‘ด่านแรก’ ที่ราคาต้องผ่านให้ได้ก่อนจะพูดถึงการฟื้นตัวรอบใหญ่
‘ตลาดออปชัน’ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ โดยโคอินเบส อินสติติวชันแนลหยิบเครื่องมือ ‘แกมมา เอ็กซ์โพเชอร์(Gamma Exposure, GEX)’ มาอธิบายว่าโครงสร้างการป้องกันความเสี่ยง(เฮดจ์)ของดีลเลอร์ หรือผู้ดูแลสภาพคล่อง สามารถทำให้การเคลื่อนไหวของราคาถูก ‘ขยาย’ หรือ ‘ลดทอน’ ได้อย่างไร ในภาวะที่ดีลเลอร์อยู่ในสถานะ ‘แกมมาบวก’ พวกเขามักจะขายเมื่อราคาขึ้น และซื้อเมื่อราคาลง ส่งผลให้ ‘ความผันผวนโดยรวม’ ถูกกดให้เบาลง ตรงกันข้าม หากอยู่ในภาวะ ‘แกมมาลบ’ ดีลเลอร์จะมีแนวโน้มซื้อเพิ่มเมื่อราคาขึ้น และขายเพิ่มเมื่อราคาลง ทำให้ ‘ทิศทางของเทรนด์’ ถูกขยายและอาจเร่งตัวกลายเป็นสภาวะราคาวิ่งแรงทั้งขาขึ้นและขาลง
ในตอนนี้ ตลาดออปชันของบิตคอยน์(BTC) แสดงให้เห็นว่าในช่วงราคา 6만~7만ดอลลาร์ มีการก่อตัวของ ‘แถบแกมมาลบ’ อย่างชัดเจน ขณะที่ด้านบนบริเวณ 8.5만~9만ดอลลาร์ กลับกลายเป็น ‘กระเป๋าแกมมาบวก’ ที่ค่อนข้างโดดเด่น โคอินเบส อินสติติวชันแนลมองว่าโครงสร้างแบบนี้สะท้อนความเสี่ยงเชิงทิศทางไว้พอสมควร หากราคาถูกกดลงไปใกล้ 6만ดอลลาร์มากขึ้น แรงขายอาจ ‘เร่งความเร็ว’ ตามกลไกเฮดจ์ของดีลเลอร์ในสภาพแกมมาลบ แต่หากราคายกตัวขึ้นไปโซน 9만ดอลลาร์ กระแสขาขึ้นอาจไม่สามารถทะลุไปได้อย่างลื่นไหล และมีโอกาสสูงที่จะเจอช่วง ‘แกว่งตัวออกด้านข้าง’ หรือ ‘ย่อพักฐาน’ ยืดเยื้อมากกว่าที่นักลงทุนคาด
มุมมองด้านเทคนิคเองก็สะท้อนภาพใกล้เคียงกัน บริเวณ 6만ดอลลาร์ถูกมองว่าเป็นโซนที่ในอดีตเคยมีทั้ง ‘ราคาเทรด’ และ ‘ปริมาณซื้อขาย’ สะสมหนาแน่น จนกลายเป็นฐานรับที่มีแรงซื้อปกป้องค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม โคอินเบส อินสติติวชันแนลระบุชัดว่า 8.2만ดอลลาร์คือแนวต้านสำคัญด่านแรก เพราะในแถบนั้น ‘โครงสร้างแกมมาที่ช่วยตรึงราคา’ ยังไม่แข็งแรงมากพอ แม้ราคาจะไต่เข้าใกล้ก็อาจเจอแรงขายตอบโต้ ทำให้แนวต้านระดับนี้ ‘ปลดล็อกได้ไม่ง่าย’ ในทางกลับกัน หากราคาทะลุหลุดลงใต้ 6만ดอลลาร์ จะเป็นการเข้าสู่ภาวะแกมมาลบอย่างเต็มตัวที่ทำให้ดีลเลอร์ต้องไล่ขายเพื่อเฮดจ์เพิ่ม ส่งผลให้ ‘แรงขายเรียกแรงขาย’ และเปลี่ยนโครงสร้างตลาดไปในเชิงลบมากขึ้น
ด้าน ‘ข้อมูลบนเชน(온체인)’ ก็สะท้อนสัญญาณในเชิง ‘ตั้งรับ’ ไม่ต่างกัน นักวิเคราะห์ อักเซล แอดเลอร์ จูเนียร์(Axel Adler Jr.) ระบุว่า ‘มูลค่าตลาดตามต้นทุนจริง(Realized Cap)’ ของบิตคอยน์(BTC) ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง จากจุดสูงสุดราว 1.127 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ลงมาเหลือประมาณ 1.094 ล้านล้านดอลลาร์ หายไปแล้วราว 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ค่า ‘การเปลี่ยนแปลงสุทธิของ Realized Cap ในรอบ 30 วัน (Realized Cap Net Position Change, 30D)’ ยังอยู่ในแดนลบต่อเนื่อง บ่งชี้ว่ามี ‘เงินทุนไหลออกจากตลาด’ มากกว่าไหลเข้าตลอดช่วงที่ผ่านมา
ข้อมูลจากผู้ให้บริการวิเคราะห์อย่าง ‘กลาสโนด(Glassnode)’ ก็ไปในทิศทางเดียวกัน โดยอัตราส่วน ‘กำไร/ขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง (Realized Profit/Loss Ratio)’ แบบค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 90 วันร่วงลงต่ำกว่าระดับ 1 หมายความว่า ณ ตอนนี้ ปริมาณบิตคอยน์(BTC) ที่ถูกขายออกในสภาพ ‘ขาดทุน’ มีมากกว่าปริมาณที่ขายทำกำไร กลาสโนดชี้ว่าช่วงลักษณะนี้ในอดีตเคยยืดเยื้อนานหลายเดือน จนกว่าสภาพคล่องและเม็ดเงินใหม่ในตลาดจะฟื้นตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน
ในฝั่ง ‘จิตวิทยาระยะสั้น’ กลับเริ่มเห็นภาพต่างออกไป แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดียอย่าง ‘ซานติเมนต์(Santiment)’ รายงานว่า หลังการแถลงนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ จำนวนข้อความเชิงบวกหรือ ‘มุมมองขาขึ้น’ ต่อบิตคอยน์(BTC) บนแพลตฟอร์มอย่าง X(ทวิตเตอร์เดิม) เรดดิต และเทเลแกรม พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 สัปดาห์ พร้อมกับกระแสความคาดหวังว่า ‘ตลาดหมีจบแล้ว’ ที่เริ่มกลับมาอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ซานติเมนต์เตือนว่า ในหลายรอบวัฏจักรก่อนหน้า ‘ความคึกคักของนักลงทุนรายย่อย’ มักเกิดขึ้นพร้อมกับช่วงที่ราคาเริ่มชะลอหรือเข้าสู่เฟสสะสมแรงใหม่ มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของขาขึ้นรอบใหญ่ทันที โดยเฉพาะเมื่อความเชื่อมั่นฝั่งบวกสูงเกินไป
ท้ายที่สุด ตลาดบิตคอยน์(BTC) จึงอยู่ในจุดที่ ‘การดีดตัวทางจิตวิทยา’ ปะทะกับ ‘ภาระเชิงโครงสร้าง’ อย่างชัดเจน ระดับ 6만ดอลลาร์ในฐานะ ‘แนวรับยุทธศาสตร์’ มีความสำคัญต่อการป้องกันไม่ให้กลไกเฮดจ์ในตลาดออปชันเร่งทิศทางขาลง หากโซนนี้แตกลง สภาพแวดล้อมแกมมาลบอาจทำให้แรงขายขยายตัวเกินคาด ขณะที่ฝั่งกลับตัวเชิงเทรนด์จำเป็นต้องเห็นการ ‘ยืนเหนือ 8.2만ดอลลาร์’ ให้ได้อย่างมั่นคงก่อนถึงจะยืนยันภาพฟื้นตัว รอบนี้จึงมีแนวโน้มที่ ‘ศึกแย่งชิงระดับราคา’ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในระยะต่อไปมากกว่าปัจจัยข่าวระยะสั้นเพียงอย่างเดียว ‘ความคิดเห็น’ นักลงทุนที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงสูงอาจเลือกจับตาปฏิกิริยาของราคาบริเวณสองระดับนี้อย่างใกล้ชิด ก่อนตัดสินใจเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนในบิตคอยน์(BTC)
ความคิดเห็น 0