ธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ) เตรียมทดสอบการนำ ‘เงินสำรองของธนาคารพาณิชย์’ หรือบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ BOJ ถือในฐานะ ‘เงินธนาคารกลาง’ ขึ้นไปอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน เพื่อดูว่าสามารถใช้ชำระและชำระราคาได้จริงหรือไม่ การเคลื่อนไหวนี้นับเป็นครั้งแรกในกลุ่ม G7 ที่ประกาศตรวจสอบ ‘การชำระด้วยเงินสำรอง’ บนเทคโนโลยีกระจายศูนย์(DLT) อย่างเป็นทางการ และสะท้อนว่าญี่ปุ่นต้องการกำหนดทิศทาง ‘รางการชำระเงินสาธารณะ’ ให้ชัด ก่อนที่การแข่งขันด้านการเงินแบบโทเคนไนซ์(tokenized finance) ภาคเอกชนจะวิ่งนำหน้าโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ
เมื่อวันที่ 3 (เวลาท้องถิ่น) ‘อูเอดะ คาซูโอะ’ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น เปิดเผยแผนดังกล่าวในการปราศรัยที่งานสัมมนา FIN/SUM ณ กรุงโตเกียว โดยระบุว่า นี่คือกระบวนการที่ธนาคารกลางต้อง “ทบทวนฐานเทคโนโลยีด้านการชำระและการชำระราคาใหม่ทั้งหมด” ให้สอดคล้องกับ ‘ระบบนิเวศทางการเงินรูปแบบใหม่(new financial ecosystem)’ ที่กำลังก่อตัวขึ้นทั่วโลก
การประกาศครั้งนี้ไม่ได้ส่งสัญญาณเฉพาะภายในญี่ปุ่น แต่สะเทือนไปถึงธนาคารกลางทั่วโลก ท่ามกลางกระแสการโทเคนไนซ์สินทรัพย์โดยภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความกังวลเริ่มชัดเจนว่า หากธนาคารกลางไม่เร่งสร้างกรอบโครงสร้างพื้นฐานการชำระบนบล็อกเชนที่ ‘เชื่อถือได้’ ขึ้นมาให้ทันเวลา อำนาจการกำกับดูแลและการกำกับเชิงปฏิบัติอาจตามหลังตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
‘แกน’ ของโครงการแซนด์บ็อกซ์ที่ BOJ กำลังจะเดินหน้า คือการทดลองกับเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารพาณิชย์ถืออยู่ที่ BOJ ซึ่งมีสถานะเป็น ‘ทุนสำรอง’ ของธนาคารพาณิชย์และใช้ในการชำระหนี้ขั้นสุดท้ายระหว่างสถาบันการเงิน เป้าหมายคือการแปลงสินทรัพย์เหล่านี้ให้เป็นโทเคน และทดสอบว่าสามารถใช้ชำระและชำระราคาบนบล็อกเชนได้จริงเพียงใด
อูเอดะระบุชัดว่ามองการใช้งานหลักไว้ 2 ด้าน คือ ‘การชำระระหว่างธนาคารในประเทศ’ และ ‘การชำระราคาในตลาดหลักทรัพย์’ ปัจจุบันโครงสร้างการชำระและชำระราคาของญี่ปุ่นอยู่บนระบบโครงข่ายการเงินของธนาคารกลางที่ชื่อว่า BOJ-NET ธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่ได้มีแผนจะทดแทนระบบเดิมแบบหักดิบ แต่ต้องการตรวจสอบก่อนว่า บล็อกเชนจะสามารถ ‘เชื่อมต่อ(interoperability)’ กับระบบเลกาซีที่มีอยู่ได้อย่างไร และในระดับใด
จุดที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือ ‘สมาร์ตคอนแทรกต์’ ซึ่งถูกวางให้อยู่ใจกลางของการทดลองครั้งนี้ หากคำสั่งการชำระเงินและการชำระราคา สามารถถูกเขียนให้เป็นโค้ดที่ ‘โปรแกรมได้’ จะเปิดทางให้ขั้นตอนที่ปัจจุบันยังใช้แรงงานคนหรือประมวลผลแบบแบตช์ ถูกย้ายไปสู่การประมวลผลที่ ‘เร็วกว่า’ และ ‘อัตโนมัติมากกว่า’ อย่างไรก็ดี BOJ เน้นย้ำว่าความสะดวกเชิงเทคโนโลยีจะต้องไม่มาก่อน ‘การพิสูจน์เสถียรภาพ’ และความมั่นคงของระบบ
อูเอดะเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘จุดอ่อนด้านการออกแบบสมาร์ตคอนแทรกต์’ อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของตลาดการเงินและระบบการชำระได้โดยตรง แม้การทำธุรกรรมแบบอัตโนมัติจะเป็นข้อดีชัดเจน แต่หากโค้ดมีช่องโหว่หรือถูกโจมตี ก็สามารถลุกลามเป็นความเสี่ยงเชิงระบบได้
เขาระบุว่า “สมาร์ตคอนแทรกต์ช่วยให้สามารถดำเนินธุรกรรมแบบอัตโนมัติได้โดยไม่ต้องใช้แรงงานคน จึงสะดวกอย่างยิ่ง แต่หากออกแบบไม่เหมาะสม ความเสี่ยงจากการถูกใช้ในทางที่ผิดอาจบั่นทอนเสถียรภาพของตลาดการเงินและระบบการชำระได้” การที่ธนาคารกลางหยิบ ‘โค้ด’ และ ‘ความเสี่ยงทางเทคนิค’ ขึ้นมาจัดวางไว้ในกรอบ ‘ปัญหาเสถียรภาพระบบการเงิน’ อย่างเปิดเผย ทำให้ตลาดให้ความสำคัญกับถ้อยแถลงนี้อย่างมาก
สำหรับรายละเอียดด้านสถาปัตยกรรมบล็อกเชนและกรอบเวลาแล้วเสร็จของแซนด์บ็อกซ์ BOJ ยังไม่ได้เปิดเผย อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางญี่ปุ่นยืนยันว่าจะเชิญผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในทุกช่วงของการพัฒนา จึงมีโอกาสสูงที่เราจะได้เห็นโครงสร้างความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีหรือสถาบันการศึกษาในลำดับต่อไป
การเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นยังเชื่อมโยงกับเวทีระหว่างประเทศอย่างแนบแน่น ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วม ‘โปรเจกต์ อะโกรา(Project Agora)’ โครงการทดลองหลายฝ่ายที่นำโดยธนาคารชำระหนี้ระหว่างประเทศ(BIS) ซึ่งมุ่งศึกษาโครงสร้างการชำระเงินระหว่างประเทศในระดับ ‘วอลเซล(wholesale)’ บนพื้นฐานของเงินธนาคารกลางแบบโทเคน
อูเอดะระบุว่า กลุ่มประเทศที่เข้าร่วมโปรเจกต์ อะโกรากำลังเร่งพัฒนากรอบที่ทำให้ธนาคารกลางสามารถออก ‘เงินฝากแบบโทเคนบนเชน’ (tokenized deposits) ได้โดยตรง พร้อมฝังฟีเจอร์สมาร์ตคอนแทรกต์ลงในตรรกะการชำระเงินโดยเนื้อแท้ ความร่วมมือหลายฝ่ายลักษณะนี้ยิ่งมีความหมายมากในบริบทที่ระบบการเงินโลกยังติดกับดัก ‘โคเรสปอนเดนต์แบงก์’ การรอคิวและค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่สูง ซึ่งถูกวิจารณ์มาโดยตลอดว่าทำให้เกิดต้นทุนแฝงระดับมหาศาลทุกปี
ด้วยโครงสร้างมาตรฐานที่ BIS พยายามวางเป็นแกนกลาง และการเข้าร่วมของธนาคารกลางญี่ปุ่น มีมุมมองว่า อาจเปิดเส้นทางไปสู่การชำระข้ามสกุลเงินแบบ ‘อะตอมมิก เซตเทิลเมนต์(atomic settlement)’ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของสเตเบิลคอยน์ภาคเอกชนมากเหมือนที่ผ่านมา
ฝั่งปัจจัยภายในประเทศ ญี่ปุ่นเดินหน้า ‘ดันการโทเคนไนซ์’ อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ซึ่งกลายเป็น ‘ฉากหลัง’ สำคัญของแซนด์บ็อกซ์ BOJ สำนักงานบริการการเงินญี่ปุ่น(FSA) เคยเปิดรับความเห็นสาธารณะเกี่ยวกับแนวคิดที่ว่า ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป อาจมีการจัดประเภทคริปโตเคอร์เรนซีให้ใกล้เคียงกับ ‘หลักทรัพย์’ มากขึ้นในเชิงกฎหมาย และรัฐบาลเองก็นำบล็อกเชนกับโทเคนไนซ์เข้าไปบรรจุในยุทธศาสตร์การเติบโตมาระยะหนึ่งแล้ว
การเปิดตัว ‘JPYC’ หนึ่งในสเตเบิลคอยน์ที่อิงค่าเงินเยนรายแรกๆ ของญี่ปุ่นในเดือนมกราคม 2021 ก็ถูกมองว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของกระแสนี้ แซนด์บ็อกซ์ของ BOJ จึงไม่ใช่การออกมาประกาศแบบไร้ปี่ไร้ขลุ่ย แต่สอดคล้องกับอเจนดา ‘โทเคนไนซ์ระดับชาติ’ ที่เริ่มเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับบริบทด้านค่าเงิน ปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1497.20 วอน ซึ่งสะท้อนภาพรวมสภาวะตลาดเงินตราต่างประเทศที่ยังผันผวนและกดดันให้หลายประเทศต้องมองหาโครงสร้างชำระและชำระราคาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในเชิง ‘คริปโต’ ผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของ BOJ ยังมีลักษณะ ‘ทางอ้อม’ เพราะธนาคารกลางมีแนวโน้มสูงจะเลือกใช้โครงสร้างแบบ ‘บล็อกเชนส่วนตัว (พรอไมเวต/แบบได้รับอนุญาต)’ มากกว่าบล็อกเชนสาธารณะ ทว่าถึงจะเป็นเครือข่ายแบบปิด แกนหลักอย่างเครื่องมือสมาร์ตคอนแทรกต์ มาตรฐานความปลอดภัย และการตรวจสอบโค้ด ก็ยังต้องอาศัยเทคโนโลยีที่สะสมจากโลกของบล็อกเชนสาธารณะตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ดังนั้น การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นลงมือทดสอบการโทเคนไนซ์ ‘เงินสำรอง’ และโครงสร้างชำระบนบล็อกเชน อาจกลายเป็นแรงเสริมสำคัญให้กับความชอบธรรมเชิงเทคโนโลยีของ ‘โทเคนสินทรัพย์จริง (RWA)’ และโครงสร้างชำระระดับสถาบัน
"ความคิดเห็น" หากสถาบันการเงินระดับธนาคารกลางยืนยันว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ ‘ปลอดภัยพอ’ และ ‘มีประสิทธิภาพจริง’ สำหรับใช้กับเงินธนาคารกลาง การยอมรับของสถาบันการเงินดั้งเดิมต่อโครงสร้างพื้นฐานบนเชนอาจเร่งตัวเร็วกว่าเดิมมาก
ปัจจัยชี้ขาดถัดไปคือ ‘ความเร็ว’ และ ‘เส้นทางการยอมรับ’ ว่าชั้นสถาบัน (institutional layer) จะถูกครอบครองโดยโครงสร้างบนเชนสาธารณะก่อน หรือบล็อกเชนแบบได้รับอนุญาตจะกลายเป็นมาตรฐานหลัก ถ้าแนวทางหลังเกิดขึ้น ‘ดีไฟสำหรับสถาบัน’ หรือ ‘อินสติตูชันนัล ดีไฟ’ ก็อาจมีภูมิทัศน์ที่ต่างไปอย่างมากจากสิ่งที่ผู้เล่นคริปโตคุ้นเคยในวันนี้
ขั้นตอนที่จับต้องได้ในระยะถัดไปคือ ‘การเปิดเผยผลการทดสอบเชิงเทคนิคของแซนด์บ็อกซ์’ และ ‘การประกาศรายชื่อพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญภายนอก’ ที่จะร่วมพัฒนาโครงสร้างนี้ ช่วงเวลาที่ BOJ แสดงจุดยืนว่าโครงสร้างบล็อกเชนแบบใด ‘เหมาะสม’ สำหรับใช้รองรับเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ ไม่เพียงจะกำหนดทิศทางของญี่ปุ่นเอง แต่ยังอาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญให้ธนาคารกลางและสถาบันการเงินดั้งเดิมทั่วโลก ใช้เป็นกรอบอ้างอิงในการตัดสินใจนำบล็อกเชนเข้าไปอยู่ในหัวใจของระบบชำระและชำระราคาหลักของตนเองด้วยเช่นกัน
ความคิดเห็น 0