ทางการเงินเกาหลีใต้เตรียมเปิดทางให้บริษัทจดทะเบียนลงทุนใน ‘คริปโต’ ได้อย่างถูกกฎหมาย แต่มีรายงานว่ากำลังจะ ‘ตัด’ เหรียญสเตเบิลคอยน์ออกจากรายการคริปโตที่สามารถถือครองได้ในระยะแรก สะท้อนท่าทีที่ต้องการเปิดช่องให้ ‘การลงทุนสถาบัน’ ในสินทรัพย์ดิจิทัลเกิดขึ้น โดยยังคงเข้มงวดอย่างมากกับส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ‘กฎควบคุมเงินตราต่างประเทศ’
สื่อท้องถิ่น เฮอรัลด์อีโคโน미 รายงานว่า หน่วยงานการเงินเกาหลีใต้ นำโดยคณะกรรมการบริการทางการเงิน(FSC) กำลังพิจารณากำหนดกรอบ ‘คริปโต’ ที่บริษัทจดทะเบียนสามารถถือครองได้ โดยมีแนวโน้มจะ ‘ยกเว้น’ สเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐ เช่น ยูเอสดีคอยน์(USDC) และเทเธอร์(USDT) ออกจากรายการดังกล่าว หากไกด์ไลน์การลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับบริษัทจดทะเบียนมีผลจริง การถือครองคริปโตของบริษัทก็จะถูกยอมรับในเชิงกฎหมายเป็นครั้งแรก แต่สเตเบิลคอยน์มีโอกาสสูงที่จะยังไม่ถูกอนุญาตในช่วงเริ่มต้น
สเตเบิลคอยน์คือคริปโตที่ถูกออกแบบให้มูลค่าผูกกับสกุลเงินกระดาษ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ โดยปกติจะรักษาราคาไว้ใกล้ ‘1 ดอลลาร์ต่อเหรียญ’ หากเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนวอน-ดอลลาร์ในปัจจุบัน 1 ดอลลาร์อยู่ที่ราว 1,485 วอน จึงถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำ เหมาะกับการใช้เป็น ‘สื่อกลางการชำระเงิน’ การชำระหนี้ การชำระข้ามพรมแดน และการชำระราคาแบบเกือบเรียลไทม์ อย่างไรก็ตาม จุดเด่นด้านการเป็น ‘เครื่องมือชำระเงิน’ นี้เองที่ถูกมองว่าขัดกับกรอบกำกับดูแลภายในประเทศของเกาหลีใต้
รายงานระบุว่า แกนหลักของปัญหาอยู่ที่ ‘กฎหมายว่าด้วยการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ’ หรือ Foreign Exchange Transaction Act ซึ่งใช้ควบคุมกระแสไหลเข้า–ออกของเงินตราต่างประเทศ และการชำระเงินระหว่างประเทศ (เช่น การโอนเงินและการชำระหนี้ต่างประเทศ) กฎหมายดังกล่าวเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1999 โดยกำหนดหลักการว่า ธุรกรรมข้ามพรมแดนต้องดำเนินการผ่านธนาคารที่ได้รับอนุญาตหรือช่องทางที่กำหนดเท่านั้น แต่ในกรอบกฎหมายปัจจุบัน สเตเบิลคอยน์ยังไม่ถูกระบุสถานะชัดเจนว่าเป็น ‘เครื่องมือชำระเงินในต่างประเทศ’ ที่ถูกกฎหมาย
ด้วยเหตุนี้ หากอนุญาตให้สเตเบิลคอยน์อยู่ในลิสต์คริปโตที่บริษัทจดทะเบียนสามารถถือครองและใช้งานได้ บริษัทอาจใช้เครือข่ายบล็อกเชนทำ ‘ธุรกรรมต่างประเทศ’ โดยตรง ทั้งการจ่ายค่าสินค้าและบริการให้คู่ค้าต่างประเทศ โดยไม่ต้องผ่านระบบควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนตามปกติ ทำให้หน่วยงานกำกับกังวลว่าอาจเกิดการ ‘เลี่ยงระบบควบคุมเงินตราต่างประเทศ’ ผ่านช่องทางสินทรัพย์ดิจิทัล
ในมุมของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทที่ทำการค้าระหว่างประเทศ หลายแห่งคาดหวังให้สเตเบิลคอยน์ถูกบรรจุในรายการที่ลงทุนและถือครองได้ เนื่องจากช่วยลด ‘ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน’ (เฮจจิ้งค่าเงิน) และช่วยให้การชำระเงินข้ามพรมแดนได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการชำระแบบทันที อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในฝั่งหน่วยงานกำกับดูแลยังชัดเจนว่า ต้องการ ‘จัดระเบียบกฎหมายและระบบ’ ให้รัดกุมก่อน มากกว่าจะเปิดให้ใช้สเตเบิลคอยน์แบบกว้างขวางตั้งแต่ต้น
ด้านคณะกรรมการบริการทางการเงินกำลังออกแบบไกด์ไลน์ที่เปิดให้บริษัทจดทะเบียนเข้าถึง ‘การลงทุนคริปโต’ ได้มากขึ้น แต่กำหนดกรอบและเพดานความเสี่ยงไว้อย่างชัดเจน เบื้องต้นมีการหารือให้อนุญาตเฉพาะ ‘เหรียญคริปโตสกุลใหญ่’ ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดประมาณ 20 อันดับแรกเท่านั้น และไม่รวมสเตเบิลคอยน์ โดยคาดว่า บิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) จะอยู่ในกลุ่มหลักที่สามารถลงทุนได้
ในส่วนของ ‘ขนาดการลงทุน’ มีแนวคิดจำกัดการเปิดรับความเสี่ยงจากคริปโตของแต่ละบริษัทไม่ให้เกิน ‘5% ของส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity)’ เพื่อควบคุมไม่ให้ความผันผวนของราคาเหรียญกระทบงบการเงินมากเกินไป แนวทางนี้สะท้อนว่ารัฐบาลเกาหลีใต้เลือกเดินเกม ‘เปิดแบบคุมได้’ แทนการปลดล็อกคริปโตแบบเสรีในคราวเดียว
หากมองย้อนกลับไป ตั้งแต่ปี 2017 รัฐบาลเกาหลีใต้เคยใช้ท่าทีแข็งกร้าวต่อการเข้าร่วมตลาดคริปโตของนิติบุคคล ด้วยเหตุผลด้านการเก็งกำไรเกินควรและความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน ทำให้บริษัทต่าง ๆ แทบไม่มีพื้นที่ในการลงทุนคริปโตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาจึงเริ่มผ่อนคลาย โดยแลกกับการออกกฎกำกับดูแลเข้มข้นขึ้น ทั้งในส่วนของ ‘การเปิดเผยข้อมูล’ และ ‘การกำกับดูแลผู้เล่นในตลาด’ เพื่อดึงกิจกรรมคริปโตเข้ามาอยู่ในกรอบการกำกับของภาครัฐ
นอกจากประเด็นการลงทุนของบริษัทจดทะเบียนแล้ว รายงานยังระบุว่า คณะกรรมการบริการทางการเงินและพรรครัฐบาลมีความเห็นสอดคล้องกันในการลด ‘ความเสี่ยงด้านโครงสร้างการถือหุ้น’ ของตลาดซื้อขายคริปโตในประเทศ โดยพิจารณาจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนคริปโตไว้ที่ 20% เพื่อป้องกันปัญหาการรวมศูนย์อำนาจและผลประโยชน์ทับซ้อนในตลาด
ท้ายที่สุด การพิจารณา ‘ตัดสเตเบิลคอยน์’ ออกจากรายการลงทุนของบริษัทจดทะเบียนในรอบนี้ จึงไม่ใช่การปิดประตูการลงทุนคริปโตของภาคธุรกิจ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าทางการต้องการจัดการ ‘ช่องโหว่ด้านกฎหมายและกฎควบคุมเงินตราต่างประเทศ’ ก่อน โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินระหว่างประเทศ ‘ความคิดเห็น’ เมื่อการปรับปรุงกรอบกฎหมายด้านเงินตราต่างประเทศคืบหน้า สถานะและบทบาทของสเตเบิลคอยน์ในระบบการเงินเกาหลีใต้อาจถูกหยิบขึ้นมาทบทวนใหม่อีกครั้ง แต่ในระยะสั้น ตลาดมีแนวโน้มจะเห็นการเปิดทางให้บริษัทจดทะเบียนลงทุนในคริปโตที่มีความผันผวนอย่างบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) ภายใต้เพดานความเสี่ยงที่รัฐกำหนดไว้อย่างเข้มงวดก่อนเป็นลำดับแรก
ความคิดเห็น 0