Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

สเตเบิลคอยน์ทะยานแตะ 316,000 ล้านดอลลาร์ กดดันเงินฝาก–โมเดลรายได้ ธนาคารยังลังเลรับมือ

สถาบันการเงินยังคง ‘ระมัดระวัง’ ต่อการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด ‘สเตเบิลคอยน์’ แม้ขนาดตลาดจะพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม โดยธนาคารจำนวนมากมองว่า นี่ไม่ใช่แค่โอกาสใหม่ แต่คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างทั้งในด้าน ‘การไหลออกของเงินฝาก’ และการเปลี่ยนแปลงโมเดลรายได้ในระยะยาว

S&P โกลบอล มาร์เก็ต อินเทลลิเจนซ์ระบุในรายงานไตรมาส 1 ปี 2026 ว่า ตอนนี้สเตเบิลคอยน์ไม่ใช่ประเด็นว่าจะ “อยู่รอดหรือไม่” อีกต่อไป แต่เป็นคำถามว่าจะ “ปรับโครงสร้างระบบการเงินอย่างไร” มากกว่า สเตเบิลคอยน์ซึ่งผูกมูลค่ากับเงินเฟียตหรือสินทรัพย์สำรอง ได้กลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักด้านการชำระเงินและการชำระราคาในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี

ในตลาดปัจจุบัน ‘เทเธอร์(USDT)’ และ USDคอยน์(USDC) ของ ‘เซอร์เคิล อินเทอร์เน็ต’ ครองส่วนแบ่งหลัก และถูกใช้มากขึ้นทั้งในการซื้อขายคริปโตและการโอนเงินข้ามพรมแดน ความต้องการใช้งานในบริบทการชำระเงินระหว่างประเทศและการโอนมูลค่าทันที มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขนาดตลาด ‘สเตเบิลคอยน์’ เติบโตอย่างรุนแรงนับจากปี 2023 จนถึงต้นปี 2026 มูลค่ารวมเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า แตะราว 316,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 468 ล้านล้านวอน) ขณะที่มูลค่าการทำธุรกรรมต่อปีอยู่ในระดับ ‘หลายสิบล้านล้านดอลลาร์’ นอกจากนี้ ยังมีมุมมองบางส่วนที่ประเมินว่า หาก ‘สถาบันการเงิน’ เข้ามาใช้งานอย่างจริงจัง มูลค่าตลาดอาจขยายทะลุ 500,000 ล้านดอลลาร์ได้ไม่ยาก

‘ความคิดเห็น’ สเตเบิลคอยน์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริมของตลาดคริปโตอีกต่อไป แต่มันเริ่มถูกมองเป็นชั้นโครงสร้างใหม่ของระบบการเงินโลก ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมหน่วยงานกำกับและธนาคารถึงจับตาใกล้ชิด

‘อย่างไรก็ตาม’ ปฏิกิริยาของธนาคารยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น จากผลสำรวจของ S&P ในกลุ่มธนาคารสหรัฐ 100 แห่ง มีเพียงราว 7% ที่กำลังอยู่ระหว่าง “พิจารณากลยุทธ์เกี่ยวกับสเตเบิลคอยน์” และจนถึงขณะทำรายงาน ยังไม่พบตัวอย่างที่เดินหน้าโครงการทดลอง (ไฟลอต) อย่างเป็นรูปธรรม

จอร์แดน แม็กคี หัวหน้าฝ่ายวิจัยฟินเทคของ S&P อธิบายว่า สถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะ “สำรวจและศึกษา” เท่านั้น “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยตัวเอง หรือการนำไปใช้งานจริงยังมีจำกัดมาก” เขากล่าว

สาเหตุที่ธนาคารยังลังเลนั้นค่อนข้างชัดเจน ยิ่ง ‘สเตเบิลคอยน์’ แพร่หลายมากขึ้นเท่าไร โอกาสที่เงินฝากแบบดั้งเดิมจะถูกแทนที่ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ลูกค้าอาจย้ายเงินจากบัญชีเงินฝากไปอยู่บนเครือข่ายบล็อกเชนที่สามารถโอนย้ายได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ ธนาคารยังต้องรับภาระด้าน ‘ต้นทุนอัปเกรดระบบ’ และเผชิญ ‘ผู้เล่นหน้าใหม่’ ที่เข้ามาแข่งขันโดยไม่ต้องแบกรับโครงสร้างเดิม

อีกปัจจัยที่สร้างแรงกดดันคือ หลังจากกฎหมาย ‘GENIUS Act’ ผ่านความเห็นชอบในปี 2025 การกล่าวถึง ‘สเตเบิลคอยน์’ ในการแถลงผลประกอบการของธนาคารและสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนถึงระดับความกังวลและการจับตาความเสี่ยงของอุตสาหกรรม

ในขณะที่ธนาคารยังชั่งใจอยู่ ‘สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร’ กลับรุกคืบอย่างรวดเร็ว กลุ่มฟินเทคและสถาบันการเงินนอกระบบธนาคารกำลังเดินหน้าขอใบอนุญาต เพื่อสามารถออกสเตเบิลคอยน์ ให้บริการรับฝาก และประมวลผลการชำระเงินภายใต้กรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนมากขึ้น นี่หมายถึงการเกิด ‘ผู้เล่นใหม่’ ที่อาจเข้ามาแย่งบทบาทหลักจากธนาคารได้โดยตรง

อีกด้านหนึ่ง โครงสร้างผลตอบแทนแบบ ‘คล้ายดอกเบี้ย’ ที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศสเตเบิลคอยน์ ก็ถูกมองว่าเป็นตัวแปรการแข่งขันกับ ‘เงินฝากธนาคาร’ แม้หลายประเทศจะยังจำกัดการจ่ายดอกเบี้ยโดยตรงให้กับผู้ถือสเตเบิลคอยน์ แต่โมเดลการมอบรางวัลและสิทธิประโยชน์รูปแบบต่างๆ กลับดึงเม็ดเงินไหลเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

‘ความคิดเห็น’ หากผู้ใช้จำนวนมากเริ่มมองว่าสเตเบิลคอยน์สามารถเก็บมูลค่าและสร้างผลตอบแทนได้ไม่ด้อยกว่าเงินฝาก นั่นอาจเร่งให้เกิดการปรับสมดุลระหว่างเงินฝากดั้งเดิมกับสินทรัพย์ดิจิทัลเร็วกว่าที่ธนาคารคาดคิด

กลยุทธ์รับมือของธนาคารในอนาคตมีแนวโน้มจะแตกต่างกันตามขนาดและบทบาทของแต่ละแห่ง กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ระดับโลก มีแนวโน้มมุ่งไปที่การพัฒนา ‘เงินฝากโทเคนไลซ์’ หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารเอง เพื่อคงบทบาทศูนย์กลางของระบบการชำระเงิน ส่วนธนาคารท้องถิ่นและธนาคารขนาดกลาง–เล็ก อาจเลือกโฟกัสที่บทบาท ‘ออน–ออฟแรมป์’ เชื่อมระหว่างเงินเฟียตกับสเตเบิลคอยน์ เช่น การแปลงเงินฝากเป็นสเตเบิลคอยน์และกลับคืนเป็นเงินสด

ไม่ว่าธนาคารจะเลือกแนวทางไหน สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ‘การยกเครื่องระบบเดิมครั้งใหญ่’ สภาพแวดล้อมของสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องการการทำธุรกรรมแบบเรียลไทม์ ทำให้ระบบเลกาซีในปัจจุบันตอบโจทย์ได้ยากมาก ทั้งด้านความเร็ว การทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และความสามารถในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายบล็อกเชน

สำหรับธนาคารที่ทำธุรกิจ ‘ชำระเงินข้ามพรมแดน’ ความกดดันยิ่งรุนแรงกว่าเดิม ขณะที่โลกการเงินเคลื่อนสู่โครงสร้างแบบ ‘มัลติเรล (Multi-rail)’ ซึ่งผสมผสานโครงข่ายชำระเงินแบบดั้งเดิม ระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ และเครือข่ายโทเคนไลซ์ เข้าด้วยกัน ปัจจัยด้าน ‘การทำงานร่วมกันได้ (Interoperability)’ และ ‘โครงสร้างพื้นฐานวอลเล็ต’ จึงกลายเป็นหัวใจหลักของความสามารถในการแข่งขัน

ท้ายที่สุด ‘สเตเบิลคอยน์’ มีแนวโน้มจะไม่ใช่ตัวแทนที่มาทดแทนธนาคารโดยตรง แต่จะเป็นแรงผลักให้ธนาคารต้องรับบทบาทใหม่ในระบบการเงิน แน่นอนว่า ความเร็วและรูปแบบของการเปลี่ยนผ่านนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่า ‘ใคร’ จะยังรักษาอำนาจนำในภาคการเงินไว้ได้ และ ‘ใคร’ จะถูกเบียดออกจากจุดศูนย์กลาง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมตลาดจึงยังจับตาการเคลื่อนไหวของสถาบันการเงินต่อสเตเบิลคอยน์อย่างใกล้ชิดในขณะนี้

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1