ตลาดคริปโตไตรมาส 1 ปี 2026 ยังคงเป็นช่วง ‘ภาวะปรับฐาน’ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพการเงินที่ตึงตัว แต่การฟื้นตัวของเม็ดเงินจากสถาบันและความชัดเจนด้าน ‘กฎระเบียบคริปโต’ กำลังจุดประกายความหวังว่าไตรมาส 2 อาจเห็นการ ‘รีบาวด์’ กลับมาได้
ตามรายงานของ *CoinDesk* ดัชนี CoinDesk20 ร่วงลง 27.4% ปิดที่ 1,952 จุด ขณะที่ บิตคอยน์(BTC) ปรับตัวลง 22.1% มาอยู่ที่ 68,228 ดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นการร่วงหนักที่สุดเป็นอันดับสองต่อไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2022 ในช่วงเวลาเดียวกัน ดัชนี S&P500 และแนสแด็กปรับตัวลง 4.63% และ 5.98% ตามลำดับ ตรงกันข้ามกับ ‘ราคาทองคำ’ ที่พุ่งขึ้น 8.19% สะท้อนการย้ายเงินไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบให้พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5–3.75% ในการประชุมเมื่อเดือน 3 สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อ ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ โดยรวม และตลาดคริปโตก็ไม่รอดจากแรงเทขายรอบนี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม บิตคอยน์(BTC) เริ่มส่ง ‘สัญญาณรีบาวด์’ หลังร่วงลงราว 30% จากจุดสูงสุดในเดือน 2 เมื่อความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ปะทุอย่างชัดเจน ราคาบิตคอยน์กลับดีดตัวขึ้นราว 3.54% ในช่วงเดียวกันที่ S&P500 และแนสแด็กร่วงลงอีกราว 5% ‘ความคิดเห็น’ บางส่วนมองว่าตลาดกำลังมองบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์เฮดจ์ความเสี่ยงมากขึ้น ไม่ได้เดินตามหุ้นแบบหนึ่งต่อหนึ่งเหมือนในอดีต
ฝั่งอัลท์คอยน์ ความผันผวนยิ่งรุนแรงกว่าตลาดรวม ดัชนีมีมคอยน์ร่วงหนักถึง 41.7% กลายเป็นกลุ่มที่อ่อนแอที่สุด ขณะที่ดัชนี CoinDesk80 ปรับลง 16.5% ถือว่า ‘ต้านทานแรงขาย’ ได้ดีเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น น่าสนใจว่าบางโทเคนกลับสวนกระแส เช่น ‘ไฮเปอร์ลิควิด(Hyperliquid)’ และ ‘มอร์โฟ(Morpho)’ ที่ราคาพุ่งขึ้นมากกว่า 40% สะท้อนว่าตลาดเริ่มเข้าสู่โหมด “เล่นรายตัว” มากกว่าขึ้นลงไปพร้อมกันทั้งกระดาน
ปัจจัยสำคัญของไตรมาส 1 คือทิศทาง ‘เม็ดเงินสถาบัน’ โดยเฉพาะในกองทุน ETF บิตคอยน์สปอตของสหรัฐ ช่วงเดือน 1–2 มีเงินไหลออกสุทธิรวม 1.81 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ฐานอุปสงค์อ่อนแรงลงชัดเจน แต่ในเดือน 3 กระแสกลับตาลปัตร มีเงินไหลกลับเข้ามา 1.32 พันล้านดอลลาร์ แม้ภาพรวมทั้งไตรมาสจะยังปิดด้วยเงินไหลออกสุทธิราว 496 ล้านดอลลาร์ แต่แรงซื้อคืนช่วงปลายไตรมาสถูกมองว่าเป็น ‘สัญญาณชี้นำ’ ทิศทางตลาดในไตรมาส 2
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือความเคลื่อนไหวของ โมร์แกน สแตนลีย์ ซึ่งกำลังเดินหน้าจัดตั้งกองทุน ‘ETF บิตคอยน์’ ของตัวเองด้วยค่าธรรมเนียมเพียง 0.14% หากผลิตภัณฑ์นี้ถูกบรรจุเข้าในเครือข่ายที่ปรึกษาการลงทุนกว่า 16,000 รายของบริษัทได้จริง การเข้าถึงตลาดคริปโตของนักลงทุนสถาบันและลูกค้ารายใหญ่จะยิ่งขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ด้าน ‘กฎระเบียบคริปโต’ มีพัฒนาการที่ถือว่าสำคัญ เมื่อวันที่ 17 เดือน 3 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC) และคณะกรรมการกำกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์(CFTC) ได้จัดให้ โซลานา(SOL), ริปเปิล(XRP), ดอชคอยน์(DOGE) และอีก 13 สินทรัพย์ รวม 16 รายการ อยู่ในหมวด ‘สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทสินค้า (Digital Commodity)’ หมายความว่าหน่วยงานกำกับฯ เห็นพ้องอย่างเป็นทางการว่าโทเคนเหล่านี้ ‘ไม่ใช่หลักทรัพย์’ การยอมรับลักษณะนี้เปิดประตูให้ ‘ETF อัลท์คอยน์แบบสปอต’ มีโอกาสได้รับอนุมัติมากขึ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์ ‘ETP แบบตะกร้า/ดัชนี’ ที่อิงกลุ่มอัลท์คอยน์ก็เริ่มเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมองไปข้างหน้า ปัจจัยกำหนดทิศทางหลักของตลาดคริปโตในไตรมาส 2 น่าจะหนีไม่พ้น ‘ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง’ และ ‘แนวโน้มดอกเบี้ย’ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลาย ราคาพลังงานอาจย่อตัวลง เปิดทางให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัว ในทางกลับกัน หากความขัดแย้งยืดเยื้อและลุกลาม เงื่อนไขการเงินโลกอาจถูกบีบตึงต่อเนื่อง ส่งแรงกดดันต่อคริปโตและตลาดทุนวงกว้าง
ในเชิงโครงสร้างราคา บิตคอยน์กำลังอยู่ในช่วงปรับฐานหลังทำจุดสูงสุดราว 126,000 ดอลลาร์ในเดือน 10 ปี 2025 ซึ่งเคลื่อนไหวคล้ายกับ ‘วัฏจักรหลังการฮาล์ฟวิ่ง’ ในอดีต ‘ความคิดเห็น’ ของนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่า รอบนี้มีความต่างสำคัญคือบทบาทของ ETF บิตคอยน์ที่เปิดให้เงินสถาบันไหลเข้ามาได้ง่ายขึ้น ทำให้โครงสร้างอุปสงค์–อุปทานอาจไม่เหมือนกับวัฏจักรก่อนหน้า
หันมาดูสินทรัพย์หลักรายตัว อีเธอเรียม(ETH) ราคาร่วงลง 29.1% ในไตรมาส 1 ขณะที่ ETF อีเธอเรียมสปอตมีเงินไหลออกสุทธิประมาณ 758 ล้านดอลลาร์ แต่ในเชิงโครงสร้างเครือข่ายกลับยังแข็งแกร่ง เนื่องจาก ‘ตลาดโทเคไนซ์สินทรัพย์จริง (Real World Asset: RWA)’ กว่า 59.4% ยังคงรันอยู่บนเครือข่ายอีเธอเรียม การที่ แบล็คร็อก เดินหน้าพัฒนา ETF ที่ผูกกับ ‘สเตคกิ้ง’ ยิ่งเสริมสถานะให้ ETH กลายเป็นสินทรัพย์ที่ให้กระแสรายได้สม่ำเสมอมากขึ้น
โซลานา(SOL) แม้ราคาจะร่วงหนัก 33.2% แต่กลับสร้างสถิติใหม่ในมิติการใช้งาน โดยปริมาณซื้อขาย ‘สเตเบิลคอยน์แบบ P2P’ บนเครือข่ายทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 832,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนการเติบโตของโซลานาในฐานะ ‘โครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงิน’ ที่มีต้นทุนต่ำและความเร็วสูง
ริปเปิล(XRP) ก็เผชิญแรงขายไม่ต่างกัน ราคาปรับตัวลง 27.1% อย่างไรก็ดี มูลค่าตลาดของ RLUSD ซึ่งเป็นสเตเบิลคอยน์ในระบบนิเวศของริปเปิล ขยายตัวขึ้นแตะ 1.42 พันล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน บริษัทริปเปิลยังรุกขยายบริการไปสู่ธุรกิจโบรกเกอร์ไพรม์(Prime Brokerage) และการบริหารความมั่งคั่ง(Wealth Management) ช่วยเร่งการสร้าง ‘ระบบนิเวศการเงิน’ บนบล็อกเชนของตัวเอง
โดยสรุป ไตรมาส 1 ปี 2026 อาจถูกจดจำว่าเป็นช่วง ‘พักฐาน’ ของตลาดคริปโต แต่ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ ‘เม็ดเงินสถาบัน’ เริ่มกลับเข้ามา และ ‘กรอบกฎระเบียบคริปโต’ มีความชัดเจนมากขึ้น แม้ภาวะผันผวนจะยังอยู่กับตลาด แต่โครงสร้างพื้นฐานและฐานนักลงทุนที่หลากหลายขึ้นทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า วัฏจักรปัจจุบันของคริปโตมี ‘รากฐานที่แข็งแรงกว่า’ รอบก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
ความคิดเห็น 0