Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

สงครามสเตเบิลคอยน์เดือด! ตลาดพุ่งทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์ สั่นคลอนอนาคตเงินฝากธนาคารสหรัฐ

ตลาด ‘สเตเบิลคอยน์’ กำลังโตแบบก้าวกระโดด แต่ผลกระทบต่อ ‘ระบบธนาคาร’ ยังถูกประเมินว่า ‘จำกัด’ อยู่ในตอนนี้ ทว่าเมื่อ ‘สเตเบิลคอยน์’ และโทเค็นสินทรัพย์ในโลกจริง (RWA) ขยายตัวมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจนำไปสู่การไหลออกของเงินฝากในธนาคาร และทำให้ศักยภาพการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินลดลงในระยะยาว

เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Cointelegraph อาวี ศรีวาสตาวา รองประธาน ‘มูดี้ส์ อินเวสต์เตอร์เซอร์วิส’ ฝ่ายดิจิทัลอีโคโนมี ระบุว่า การใช้งาน ‘สเตเบิลคอยน์’ ในปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในวงจำกัด แต่ปลายปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดรวมแตะระดับกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ไปแล้ว ข้อมูลจาก RWA.xyz ชี้ว่ามาร์เก็ตแคปของสเตเบิลคอยน์ตอนนี้ทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์และยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ศรีวาสตาวาอธิบายว่า บทบาทของ ‘สเตเบิลคอยน์’ กำลังขยับจากเครื่องมือเก็งกำไรไปสู่ ‘การชำระเงิน’, ‘การโอนข้ามพรมแดน’ และบริการ ‘การเงินบนเชน’ ที่ใช้งานจริงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เขามองว่าระบบชำระเงินดั้งเดิมของสหรัฐในปัจจุบันยังมีจุดแข็งเรื่องความเร็ว ต้นทุนต่ำ และความน่าเชื่อถือ ทำให้สเตเบิลคอยน์ยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่ได้ในทันที

ในมุมมองด้านการแข่งขันกับธนาคาร ศรีวาสตาวาชี้ว่า ภายใต้กรอบกติกาปัจจุบัน ‘สเตเบิลคอยน์’ ในสหรัฐไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือโทเค็นได้ จึงยังไม่มีศักยภาพมากพอจะมาแทนที่ ‘เงินฝากแบบดั้งเดิม’ ในวงกว้างในช่วงเวลาใกล้ ๆ นี้ แต่หากการยอมรับสเตเบิลคอยน์และ ‘โทเค็น RWA’ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธนาคารอาจเผชิญการไหลออกของเงินฝาก และมีทรัพยากรสำหรับปล่อยกู้น้อยลง ซึ่งอาจสะเทือนโมเดลธุรกิจสินเชื่อเดิมของธนาคารในที่สุด

‘ความคิดเห็น’ จากฝั่งตลาดมองว่าประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงสมมติฐานเชิงทฤษฎีอีกต่อไป เพราะกฎระเบียบเกี่ยวกับ ‘สเตเบิลคอยน์’ กำลังกลายเป็นจุดปะทะหลักระหว่างอุตสาหกรรมคริปโตกับภาคธนาคาร โดยเฉพาะในสภาคองเกรสสหรัฐ ที่กำลังถกเถียงร่างกฎหมาย ‘คลาริตี้แอ็กต์(CLARITY Act)’ ว่าควรจัดกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างไร ซึ่งเรื่องสเตเบิลคอยน์ก็เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ร่างกฎหมายเดินหน้าได้ยาก

คลาริตี้แอ็กต์ถูกออกแบบมาเพื่อจัดระเบียบทั้ง ‘การจัดประเภทสินทรัพย์ดิจิทัล’, ‘หน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจ’, และ ‘โครงสร้างการกำกับดูแล’ แบบภาพรวมของตลาดคริปโต แต่ร่างเบื้องต้นกลับเจอแรงต้านจากกลุ่มบริษัทคริปโตนำโดย ‘คอยน์เบส’ ที่ไม่เห็นด้วยกับบางเงื่อนไขหลัก ทำให้การพิจารณาในสภาดำเนินไปอย่างล่าช้า

จุดขัดแย้งสำคัญอยู่ที่การคุ้มครอง ‘นักพัฒนาโอเพ่นซอร์ส’ ที่ภาคอุตสาหกรรมมองว่ายังไม่เพียงพอ และข้อห้ามเกี่ยวกับ ‘สเตเบิลคอยน์แบบให้ผลตอบแทน (yield-bearing stablecoin)’ ที่อาจดึงดูดผู้ใช้ด้วยดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากสินทรัพย์ค้ำประกัน ฝั่งคริปโตมองว่าข้อห้ามดังกล่าวจะกดทับ ‘นวัตกรรมทางการเงิน’ และลดโอกาสของผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในขณะที่ฝั่งธนาคารมองว่าข้อจำกัดนี้คือ ‘กลไกป้องกัน’ เพื่อรักษาฐานเงินฝากและลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน

ทอม ทิลลิส สมาชิกวุฒิสภาจากมลรัฐนอร์ทแคโรไลนา เปิดเผยเมื่อต้นเดือนว่าเขากำลังจัดทำร่างแก้ไขคลาริตี้แอ็กต์ที่ทั้งฝั่งธนาคารและอุตสาหกรรมคริปโตสามารถยอมรับได้ โดยตั้งเป้าลดความตึงเครียดเรื่อง ‘สเตเบิลคอยน์’ แต่รายละเอียดของร่างปรับปรุงยังไม่ได้ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ

ในภาพรวม การจัดระเบียบ ‘สเตเบิลคอยน์’ กำลังกลายเป็นเวทีชิงอิทธิพลระหว่างภาคธนาคารกับโลกคริปโต ว่าบทบาทของสเตเบิลคอยน์จะถูกจำกัดให้เป็นเพียง ‘เครื่องมือชำระเงิน’ หรือจะเติบโตไปสู่ ‘ระบบการเงินทางเลือก’ ที่กระทบโครงสร้างเงินฝากและการปล่อยกู้ของธนาคารโดยตรง แม้ผลกระทบในวันนี้อาจยัง ‘จำกัด’ แต่ยิ่ง ‘สเตเบิลคอยน์’ และ ‘RWA’ เติบโตเร็วเพียงใด การปะทะกันด้านกฎระเบียบก็มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในสมรภูมิการเมืองสหรัฐที่กำลังเขียนกติกาใหม่ให้ตลาดคริปโตทั้งระบบอยู่ในขณะนี้

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1