สเต이블คอยน์กำลังขยับจากแค่โลกคริปโตเข้าสู่ ‘ระบบการชำระเงินจริง’ อย่างรวดเร็ว หลังจากสตรีไพป์(Stripe) และผู้เล่นรายใหญ่ทั้งในวงการฟินเทคและธนาคาร เริ่มนำโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินด้วย ‘สเต이블คอยน์’ ไปใช้กับกระแสเงินที่เกิดขึ้นจริงในระบบการเงินหลัก
เมื่อวันที่ 21 (เวลาท้องถิ่น) โครงการบล็อกเชนเฉพาะทางด้านการชำระเงิน ‘เทมโป(Tempo)’ ซึ่งพัฒนาร่วมกันโดยสตรีไพป์และบริษัทร่วมลงทุนชื่อดัง แพร์ราไดม์(Paradigm) เปิดเผยผ่านบล็อกทางการว่า แพลตฟอร์มเดลิเวอรีระดับโลกอย่างดอร์แดช(DoorDash), ธนาคารโคสตัลแบงก์(Coastal Bank) และฟินเทคจากลาตินอเมริกาอย่าง ARQ ต่างเริ่มใช้งานหรืออยู่ระหว่างเตรียมนำ ‘รางจ่ายเงินด้วยสเต이블คอยน์’ ไปเชื่อมกับระบบปฏิบัติการของตัวเอง ขณะเดียวกัน สตรีไพป์เองก็กำลังผนวกเทมโปเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินหลักของบริษัท
ดอร์แดชถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตา เพราะให้บริการในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก และเมื่อปีที่แล้วเพียงปีเดียว มีมูลค่าธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มราว 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 110 ล้านล้านบาท) ขณะนี้บริษัทกำลังสร้างระบบจ่ายเงินให้ร้านค้าพันธมิตรด้วยสเต이블คอยน์บนโครงสร้างของเทมโป โดยจะเริ่มจากกรณี ‘การชำระเงินข้ามพรมแดน’ ก่อน เนื่องจาก ‘ความเร็ว’ และ ‘ต้นทุนการโอน’ เป็นจุดอ่อนสำคัญของการโอนเงินระหว่างประเทศ จึงเป็นพื้นที่ที่ประโยชน์ของสเต이블คอยน์ถูกมองว่าโดดเด่นที่สุด
แอนดี แฟง(Andy Fang) ผู้ร่วมก่อตั้งดอร์แดช ให้ความเห็นว่า ‘สเต이블คอยน์กำลังพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในโลกจริง’ อย่างไรก็ตาม ดอร์แดชยังไม่ได้เปิดเผยกรอบเวลาชัดเจนว่าระบบดังกล่าวจะเปิดใช้งานจริงเมื่อใด
ฝั่งสตรีไพป์กำลังใช้เทมโปเป็นเลเยอร์หลักของบริการเคลื่อนย้ายเงินทุน เพื่อให้ลูกค้าธุรกิจสามารถ ‘โอน–รับ–เก็บรักษา’ สเต이블คอยน์ควบคู่ไปกับเงินเฟียตได้ในระบบเดียว นิติ카 บันซัล(Neetika Bansal) ผู้บริหารของสตรีไพป์ ระบุว่า เป้าหมายคือการทำให้ ‘การชำระเงินระดับโลกเร็วขึ้น ถูกลง และไร้พรมแดนอย่างแท้จริง’
สเต이블คอยน์ในวันนี้เติบโตจนมีขนาดตลาดราว 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 441 ล้านล้านบาท) โดยความพิเศษคือเป็นคริปโตเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าผูกกับเงินเฟียต เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีความผันผวนต่ำเมื่อเทียบกับเหรียญคริปโตทั่วไป จุดขายสำคัญเมื่อเทียบกับระบบธนาคารดั้งเดิมคือ ‘ค่าธรรมเนียมต่ำ’ และ ‘ความเร็วในการชำระราคา’ จึงถูกจับตามองอย่างมากในเคสการโอนเงินระหว่างประเทศและการชำระเงินออนไลน์ข้ามประเทศ
สตรีไพป์เองลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสเต이블คอยน์อย่างต่อเนื่อง ในปี 2024 บริษัทเข้าซื้อกิจการบริดจ์(Bridge) ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสเต이블คอยน์ มูลค่าดีลราว 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.62 แสนล้านบาท) ก่อนจะตามด้วยการซื้อบริษัทกระเป๋าเงินคริปโตอย่างพริวี(Privy) เพื่อเพิ่มความสามารถด้านการเก็บรักษาและจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลให้ครบวงจรยิ่งขึ้น
ในด้านเทคโนโลยี เทมโปบล็อกเชนที่สตรีไพป์และแพร์ราไดม์ร่วมกันพัฒนาถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนที่แล้ว และมีสถาบันการเงินรายใหญ่ระดับโลกอย่างมาสเตอร์การ์ด, ยูบีเอส(UBS), คลาร์นา(Klarna) และวีซา(Visa) เข้าร่วมเป็นพันธมิตรโครงสร้างพื้นฐาน จุดเด่นของเทมโปคือการออกแบบมาเพื่อ ‘การชำระเงิน’ โดยเฉพาะ รองรับการชำระเงินที่ยืนยันได้ในระดับ ‘เสี้ยววินาที’ มีค่าธรรมเนียมแบบคงที่ และเปิดใช้ช่องทางธุรกรรมแบบส่วนตัวสำหรับลูกค้าองค์กร เพื่อลดปัญหาความหนาแน่นบนบล็อกเชนและค่าธรรมเนียมแก๊สที่ผันผวน ซึ่งเป็นจุดอ่อนของบล็อกเชนทั่วไปอย่างอีเธอเรียม(ETH)
เพื่อตอบโจทย์การนำเทคโนโลยีสเต이블คอยน์ไปใช้จริงในองค์กร เทมโปยังเปิดตัวบริการ ‘Stablecoin Advisory’ ซึ่งเป็นโปรแกรมให้คำปรึกษาและสนับสนุนเชิงเทคนิค–การปฏิบัติงานแบบครบวงจรแก่ธุรกิจที่ต้องการนำกระแสการชำระเงินเดิมมาเชื่อมต่อบนเชน ช่วยออกแบบทั้งโครงสร้างทางเทคนิค การผสานระบบหลังบ้าน ไปจนถึงการปฏิบัติตามข้อกำกับ
‘ความคิดเห็น’ กรณีของสตรีไพป์ ดอร์แดช และสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่เริ่มเชื่อมระบบการชำระเงินเข้ากับสเต이블คอยน์ สะท้อนว่า บล็อกเชนไม่ได้หยุดอยู่แค่การใช้งานภายในตลาดคริปโตอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นชั้นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบการชำระเงินโลก ที่เข้ามาเสริมจุดอ่อนของโครงสร้างเดิม ทั้งด้านความเร็ว ต้นทุน และความสามารถในการรองรับการเติบโตของธุรกรรม
ในมุมมองของตลาด ผู้เชี่ยวชาญมองว่าหากฟินเทคระดับโลกและสถาบันการเงินดั้งเดิมเดินหน้าเข้าร่วมมากขึ้น ‘สเต이블คอยน์’ อาจพัฒนาไปไกลกว่าบทบาท ‘ดิจิทัลดอลลาร์’ สำหรับเทรดคริปโต และกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างหลักของระบบชำระเงินดิจิทัล ที่ผู้ใช้ทั่วไปแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังจ่ายเงินผ่านบล็อกเชนอยู่เบื้องหลัง
ความคิดเห็น 0