Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

กองทัพสหรัฐรันโหนดบิตคอยน์(BTC) เปิดเกมใช้บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร

สหรัฐฯยืนยันแล้วว่า หน่วยงานทหารกำลัง ‘เข้าร่วมโดยตรง’ ในเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) ผ่านการรันโหนดของตัวเอง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘บิตคอยน์(BTC)’ กับอำนาจรัฐเข้าสู่มุมมองใหม่ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่มิติการลงทุนหรือการกำกับดูแลทางการเงินอีกต่อไป แต่ขยับไปสู่มิติ ‘เทคโนโลยีทางทหาร’ และ ‘โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล’ อย่างชัดเจน

เมื่อวันที่ 23 (เวลาท้องถิ่น) ในการไต่สวนของคณะกรรมาธิการกองทัพประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ พลเรือเอก ซามูเอล พาพาโร ระบุอย่างเป็นทางการว่ากองบัญชาการอินโดแปซิฟิกของสหรัฐกำลังรัน ‘โหนดบิตคอยน์(BTC)’ อยู่ในปัจจุบัน นี่เป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยอย่างชัดแจ้งว่าหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ โดยเฉพาะระดับ ‘กองบัญชาการรบ’ เชื่อมต่อและปฏิบัติการอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานของบล็อกเชนจริง ไม่ใช่แค่ศึกษาเชิงทฤษฎี

‘ความคิดเห็น’ การที่หน่วยงานด้านความมั่นคงของสหรัฐลงมาเป็นผู้เล่นโดยตรงในเครือข่าย ทำให้ภาพของบิตคอยน์(BTC) ในฐานะ “ระบบเงินของประชาชนที่อยู่นอกอำนาจรัฐ” ซับซ้อนขึ้นทันที

‘ไม่ใช่การลงทุน แต่คือการเฝ้าระวังและวิจัย’

พาพาโร อธิบายต่อที่ประชุมว่า ฝ่ายตน “กำลังรันโหนดอยู่บนเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) จริง” แต่ “ไม่ได้ทำการขุด(btc mining) หรือถือครองบิตคอยน์(BTC)” แต่อย่างใด โดยโหนดดังกล่าวถูกใช้เพื่อ “มอนิเตอร์เครือข่ายและทดสอบรูปแบบการปฏิบัติการต่างๆ”

โหนดบิตคอยน์(BTC) ทำหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมและบล็อก พร้อมเก็บสำเนาบล็อกเชนทั้งชุดไว้ แต่ต่างจากนักขุดตรงที่ไม่ต้องใช้กำลังประมวลผลจำนวนมาก และไม่ได้รับรางวัลบล็อกจากเครือข่าย จึงเป็นการเข้าร่วมในระดับ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ มากกว่าจะเป็นการ ‘ลงทุน’ หรือ ‘ทำกำไร’ จากสินทรัพย์ดิจิทัล

ปัจจุบันมีโหนดบิตคอยน์(BTC) กระจายอยู่ทั่วโลกหลายหมื่นโหนด โหนดเพียงตัวเดียวไม่สามารถมีอำนาจมากพอจะเปลี่ยนฉันทามติของเครือข่ายได้ ดังนั้นในเชิงเทคนิค การที่กองทัพสหรัฐเข้ามารันโหนด จึงไม่ใช่ภัยคุกคามต่อความเป็น ‘ไร้ศูนย์กลาง’ โดยตรง

อย่างไรก็ตาม การมีโหนดของตัวเองทำให้กองบัญชาการสามารถเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมและสถานะของเครือข่ายแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง เช่น ผู้ให้บริการข้อมูล หรือกระดานเทรด นี่คือข้อได้เปรียบเชิงข้อมูลที่จับต้องได้

จากมุมมองด้านความมั่นคง โครงสร้างนี้สามารถถูกใช้เพื่อ ‘จับตาพฤติกรรมที่เป็นภัยคุกคาม’ บนเชน เช่น การเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย หรือใช้เป็นสนามทดลองสำหรับการทดสอบ ‘โครงสร้างการเข้ารหัส’ และแบบจำลองการโจมตี–ป้องกันบนเครือข่ายกระจายศูนย์

‘ความคิดเห็น’ การเข้าร่วมลักษณะนี้จึงใกล้เคียงกับการสร้าง “เรดาร์ดิจิทัล” บนเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) มากกว่าการตั้งกองทุนถือครองสินทรัพย์

‘บิตคอยน์คือเครื่องมือเทคโนโลยีทางทหาร’

พาพาโร ยังชี้ชัดว่ากองทัพสหรัฐมองบิตคอยน์(BTC) เป็น ‘เครื่องมือทางวิทยาการคอมพิวเตอร์’ มากกว่าจะเป็นแค่สินทรัพย์การเงิน เขาอธิบายว่า “บิตคอยน์คือเทคโนโลยีเข้ารหัส, คือบล็อกเชน และคือเทคโนโลยีการทำงานแบบพิสูจน์ด้วยงาน(Proof of Work: PoW) ที่สามารถนำไปใช้ในการปกป้องเครือข่าย รวมถึงการฉายอำนาจ(force projection) ได้”

คำว่า ‘force projection’ เป็นแนวคิดสำคัญด้านยุทธศาสตร์ทหาร หมายถึงความสามารถในการแผ่อำนาจและอิทธิพลข้ามพรมแดน การที่ผู้บัญชาการระดับสูงโยงบิตคอยน์(BTC) และโครงสร้าง PoW เข้ากับแนวคิดนี้ สะท้อนว่าบล็อกเชนถูกมองเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจนำไปใช้ในสงครามไซเบอร์ การป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ หรือแม้แต่การประเมินความทนทานของระบบภายใต้การโจมตีระดับรัฐชาติ

เขายังระบุด้วยว่า โครงการวิจัยบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีบิตคอยน์(BTC) อยู่ภายใต้สถานะ ‘ลับ’ ทำให้ขอบเขตการใช้งานจริงของกองบัญชาการอินโดแปซิฟิกยังไม่ถูกเปิดเผยครบถ้วน แง่นี้สะท้อนว่าการรันโหนดอาจเป็นเพียง “ส่วนที่มองเห็นได้” ของโครงการขนาดใหญ่กว่าที่ใช้เทคโนโลยีเครือข่ายกระจายศูนย์เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร

‘ความคิดเห็น’ หากบิตคอยน์(BTC) ถูกใช้เป็นเบสเทคโนโลยีสำหรับจำลองสงครามไซเบอร์ หรือสร้างระบบทดสอบความทนทานของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มันกำลังขยับจาก “สินทรัพย์ลงทุน” ไปสู่สถานะ “เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์” อย่างเต็มตัว

‘GENIUS Act’ และยุทธศาสตร์ดอลลาร์ดิจิทัล

ในเวทีเดียวกัน พาพาโร ยังกล่าวถึงกฎหมาย ‘จีเนียส แอกต์(GENIUS Act)’ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามเมื่อปีที่แล้ว โดยมองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็น “ก้าวหน้าที่สำคัญ” ต่อการขยายอิทธิพลระดับโลกของ ‘สเตเบิลคอยน์ที่อิงดอลลาร์สหรัฐ’

สาระของกฎหมายดังกล่าว แม้จะแยกออกจากบิตคอยน์(BTC) โดยตรง แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ใหญ่ของสหรัฐในการผลักดันให้ ‘ดอลลาร์’ ครองพื้นที่ในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลให้มากที่สุด ทั้งในรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินใหม่ และระบบชำระเงินข้ามพรมแดนที่สร้างบนบล็อกเชน

‘ความคิดเห็น’ ถ้าเชื่อมโยงภาพรวม จะเห็นว่าบิตคอยน์(BTC) ถูกมองเป็น “ห้องทดลองและสนามยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี” ขณะที่สเตเบิลคอยน์ดอลลาร์ถูกใช้เป็น “อาวุธทางการเงิน” เพื่อขยายอำนาจสกุลเงิน โดยทั้งสองส่วนอยู่ใต้กรอบคิดด้านความมั่นคงชาติเดียวกัน

รัฐชาติบนเครือข่ายไร้ศูนย์กลาง: ความหมายเชิงสัญลักษณ์

แม้การรันโนดเพียงหนึ่งหรือไม่กี่โหนดจะไม่สามารถทำลายความไร้ศูนย์กลาง หรือความต้านทานการเซ็นเซอร์ของเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) ได้ แต่ในมิติ ‘สัญลักษณ์’ เหตุการณ์นี้มีน้ำหนักไม่น้อย

บิตคอยน์(BTC) ถูกออกแบบมาโดยมีสมมติฐาน ‘ไม่ไว้วางใจรัฐและตัวกลาง’ อยู่ในแกนกลางของโปรโตคอล ทั้งการกระจายศูนย์ของโหนด การจำกัดจำนวนเหรียญ และการเปิดเผยโค้ดให้ตรวจสอบได้ทั้งหมด การที่ “รัฐ” เองลงมาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมรันโหนด จึงเป็นจุดเปลี่ยนเชิงจิตวิทยา: อำนาจรัฐไม่ได้อยู่ ‘นอกระบบ’ อีกต่อไป แต่เข้ามานั่งเป็น ‘ผู้เล่นรายหนึ่ง’ ภายในโปรโตคอล

สำหรับชุมชนคริปโต นี่อาจยิ่งย้ำว่าบิตคอยน์(BTC) แข็งแรงพอที่จะรองรับผู้เข้าร่วมทุกรูปแบบ ไม่ว่ารายเล็กหรือระดับรัฐชาติ เพราะกติกาเดียวกันใช้กับทุกคน แต่ในฝั่งรัฐ สิ่งนี้หมายถึงการยอมรับบิตคอยน์(BTC) ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่อาจมองข้ามอีกต่อไป ต้องเข้าไป “อยู่ในระบบ” เพื่อทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ การที่สหรัฐเริ่มเคลื่อนไหวในเชิงรุก ยังอาจกระตุ้นให้รัฐบาลประเทศอื่นพิจารณาแนวทางคล้ายกัน ทั้งเพื่อการข่าว การเฝ้าระวังทางการเงิน การทดสอบความปลอดภัยไซเบอร์ หรือแม้แต่การใช้บล็อกเชนเป็นฐานข้อมูลทางทหารของตัวเอง

ท้ายที่สุด การที่กองทัพสหรัฐเข้าร่วมเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) ผ่านการรันโหนด แม้จะไม่กระทบโครงสร้างฉันทามติของเครือข่าย แต่ได้เผยให้เห็นชัดเจนว่า บิตคอยน์(BTC) กำลังถูกตีความใหม่จาก ‘สินทรัพย์เก็งกำไร’ ไปสู่ ‘เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์’ และในโลกที่การแข่งขันระหว่างรัฐชาติย้ายเข้าสู่สมรภูมิดิจิทัลมากขึ้น ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุคที่รัฐบาลต่างๆ เข้ามามีบทบาทโดยตรงมากขึ้นบนเครือข่ายกระจายศูนย์ทั่วโลก

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1