บิตคอยน์(BTC) กำลังถูกมองว่ามีโอกาสถูก ‘ใส่ลง’ ในงบดุลของธนาคารสหรัฐในอนาคต แต่เส้นทางนี้ยังติด ‘กำแพงกฎระเบียบ’ และกรอบกำกับดูแลที่ยังไม่ชัดเจน
เมื่อวันที่ 2 (เวลาท้องถิ่น) เอมี โอลเดนเบิร์ก(Amy Oldenburg) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินทรัพย์ดิจิทัลของ ‘มอร์แกน สแตนลีย์(Morgan Stanley)’ กล่าวบนเวทีงานประชุมบิตคอยน์ที่ลาสเวกัสว่า สุดท้ายแล้ว ‘ธนาคารสหรัฐก็จะถือครองบิตคอยน์(BTC) บนงบดุลของตัวเอง’ เธอเพิ่งรับตำแหน่งด้านดิจิทัลแอสเซ็ตในปีนี้ โดยระบุว่ากำลังปูพื้นฐานเพื่อขยายธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลตาม ‘ความต้องการของลูกค้าที่พุ่งสูงขึ้น’ และชี้ว่าปัจจุบัน ‘สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบเอื้อให้เข้าร่วมตลาดคริปโตได้มากกว่าที่เคย’
อย่างไรก็ตาม การที่ธนาคารขนาด ‘มอร์แกน สแตนลีย์’ จะถือบิตคอยน์โดยตรงยังไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นทันที เพราะยังมีข้อจำกัดซ้อนทับกันหลายชั้น ทั้งกรอบกำกับจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด), เกณฑ์บาเซิล, รวมถึงการประสานระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลระดับโลก ‘ความคิดเห็น’ ประเด็นหลักจึงไม่ใช่ “ธนาคารอยากถือหรือไม่” แต่เป็น “กฎระเบียบจะเปิดช่องเมื่อไหร่และอย่างไร”
แนวโน้มว่า ‘สถาบันการเงินดั้งเดิมจะดันการยอมรับคริปโตรอบใหม่’ ไม่ได้มีแค่เสียงจากมอร์แกน สแตนลีย์ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม (เวลาท้องถิ่น) โรบิน วินซ์(Robin Vince) ซีอีโอ BNY เมลลอน(BNY Mellon) เคยระบุว่าธนาคารดั้งเดิมจะทำหน้าที่เป็น ‘สะพานเชื่อม’ สู่การยอมรับคริปโตในวงกว้าง แต่ก็ย้ำเช่นกันว่า ‘ความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์’ ต้องมาก่อน ‘คำ’ จุดร่วมของวอลล์สตรีทตอนนี้คือ การจับมือกันระหว่างบิตคอยน์กับระบบการเงินดั้งเดิมเป็นเพียงเรื่องเวลา ส่วนตัวแปรตัดสินคือการจัดระเบียบกฎหมายและกฎเกณฑ์กำกับ
ขณะเดียวกัน มอร์แกน สแตนลีย์กำลังเร่งรุกตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านผลิตภัณฑ์ลงทุนใหม่ ‘MSBT’ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อิงบิตคอยน์ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยสามารถดึงเม็ดเงินเกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(ราว 1,470 ล้านบาท) ได้ภายใน 6 วันหลังเริ่มซื้อขาย สิ่งที่โดดเด่นคือ เงินทั้งหมดนี้มาจาก ‘นักลงทุนที่ตัดสินใจเอง’ ไม่ได้มาจากคำแนะนำเชิงรุกของที่ปรึกษาทางการเงิน โอลเดนเบิร์กอธิบายว่า แม้ผลิตภัณฑ์นี้ยัง ‘ไม่ได้ถูกบรรจุเต็มรูปแบบ’ อยู่ในแพลตฟอร์มคำแนะนำของบริษัท แต่ยอดเงินก็ไหลเข้ามากแล้ว สะท้อนว่าความสนใจของนักลงทุนรายย่อยต่อ ‘บิตคอยน์ในกรอบกำกับดูแล’ อยู่ในระดับสูง
ในเชิงกลยุทธ์ มอร์แกน สแตนลีย์แนะนำให้ลูกค้าถือบิตคอยน์ในพอร์ตสัดส่วนราว 2–4% แต่ในทางปฏิบัติ สินทรัพย์กลุ่มนี้ยังถูกนำเข้าไปในกระบวนการให้คำปรึกษาค่อนข้างช้า สาเหตุหลักมาจาก ‘ช่องว่างด้านความรู้และความเข้าใจ’ ของที่ปรึกษาการเงินเอง โอลเดนเบิร์กเปิดเผยว่าปัจจุบันประมาณ 80% ของการลงทุนใน ETP ที่เกี่ยวข้องในแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งของบริษัท มาจากการตัดสินใจของลูกค้าโดยตรง ทำให้บริษัทต้องเร่ง ‘อบรมและยกระดับความรู้สินทรัพย์ดิจิทัล’ ให้กับที่ปรึกษาการเงินภายในอย่างจริงจัง ‘ความคิดเห็น’ ช่องว่างระหว่าง “ดีมานด์จากลูกค้า” กับ “สิ่งที่ที่ปรึกษากล้าแนะนำ” คือโจทย์สำคัญของวอลล์สตรีทในยุคคริปโต
ฝั่งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลอย่างชัดเจนก็พิสูจน์ดีมานด์ในตลาดไปแล้ว ไอเชียร์ส บิตคอยน์ ทรัสต์(IBIT) ของแบล็คร็อก(BlackRock) ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2024 (เวลาท้องถิ่น) สามารถดึงสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ(AUM) เกิน 61,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(ราว 8.9 หมื่นล้านบาท) กลายเป็นหนึ่งใน ETF ที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นว่าทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อยต่างต้องการ ‘การเปิดรับบิตคอยน์ผ่านโครงสร้างที่ถูกกำกับดูแล’ อย่างชัดเจน
เพื่อเตรียมสู่ ‘ขั้นต่อไป’ มอร์แกน สแตนลีย์กำลังเดินหน้าเพื่อขอใบอนุญาตทรัสต์ดิจิทัลจากสำนักงานควบคุมสกุลเงินสหรัฐ(OCC) หากได้รับอนุมัติ ธนาคารจะสามารถให้บริการ ‘รับฝากสินทรัพย์คริปโตโดยตรง’ และเปิดบริการซื้อขายสปอตคริปโตในนามลูกค้าได้ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ MSBT ยังใช้บริการรับฝากสินทรัพย์จากโคอินเบส(Coinbase) และ BNY เมลลอน แต่ทิศทางชัดเจนว่าธนาคารต้องการสร้าง ‘โครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเอง’ เพื่อลดการพึ่งพาคู่ค้าและขยายขอบเขตบริการ
บิตคอยน์กำลังเดินลึกเข้าไปในระบบการเงินดั้งเดิมทีละขั้น ตั้งแต่ ETF, ETP, บริการคัสโตดี ไปจนถึงแผนเปิดซื้อขายตรงในธนาคาร ‘คำ’ อย่างไรก็ตาม การที่ธนาคารสหรัฐจะนำบิตคอยน์ขึ้นไปอยู่บนงบดุลอย่างเต็มรูปแบบยังต้องใช้เวลา และกุญแจสำคัญยังคงเป็น ‘ทิศทางและความชัดเจนของกฎระเบียบ’ ว่าสุดท้ายแล้วผู้กำกับดูแลจะเปิดทางให้บิตคอยน์กลายเป็น ‘สินทรัพย์หลัก’ บนงบดุลธนาคารหรือไม่ และเมื่อไหร่
ความคิดเห็น 0