Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

KYA อาจเป็นมาตรฐานใหม่ของ AI เอเยนต์ เมื่อ Tiger Research ชี้ KYC เดิมไม่พอในยุค A2A

ยุคของ AI เอเยนต์กำลังเดินหน้าอย่างจริงจัง และทำให้ประเด็น ‘การยืนยันตัวตนของเอเยนต์’ กลายเป็นโจทย์ใหม่ของตลาด โดยเฉพาะในโลกที่เอเยนต์สามารถทำสัญญา ชำระเงิน และซื้อขายกันเองได้แบบอัตโนมัติ รายงานล่าสุดของ ไทเกอร์รีเสิร์ช(Tiger Research) ชี้ว่า ในสภาพแวดล้อมแบบ A2A หรือ agent-to-agent ที่ธุรกรรมระหว่างเอเยนต์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ระบบ KYC แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป และโครงสร้าง ‘KYA’ หรือ Know Your Agent มีโอกาสกลายเป็นแกนหลักของระบบความเชื่อถือดิจิทัลยุคถัดไป

เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ ไทเกอร์รีเสิร์ช(Tiger Research) ระบบ KYC ในภาคการเงินถูกใช้เป็นมาตรฐานด้านการป้องกันการฟอกเงินและการระบุตัวผู้ใช้งานมาตั้งแต่หลังการก่อตั้ง FATF ในปี 1989 อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ที่ลงมือทำธุรกรรมไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นซอฟต์แวร์เอเยนต์ที่ตัดสินใจและทำงานได้ด้วยตัวเอง ข้อจำกัดของ KYC ก็เริ่มชัดขึ้นทันที เพราะแม้ AI เอเยนต์จะสามารถลงนามสัญญา สั่งจ่ายเงิน หรือส่งคำสั่งซื้อขายได้โดยแทบไม่ต้องมีคนเข้ามาแทรก แต่ตลาดยังขาดมาตรฐานกลางสำหรับตอบคำถามสำคัญว่า เอเยนต์นั้นถูกปล่อยโดยใคร ได้รับมอบอำนาจแค่ไหน และหากเกิดปัญหาขึ้นใครต้องรับผิดชอบ

จุดที่ความเสี่ยงนี้เด่นชัดมากคือพื้นที่ที่เน้นการทำงานข้ามแพลตฟอร์ม เช่น กระดานซื้อขายแบบกระจายศูนย์, ระบบจ่ายเงินระหว่างเอเยนต์ และการชำระเงินบนบล็อกเชนสำหรับร้านค้า หากเป็นแพลตฟอร์มรวมศูนย์ ผู้ให้บริการอย่าง กูเกิล, โอเพนเอไอ หรือ คอยน์เบส มักยังพอแบกรับความรับผิดในระดับหนึ่งได้ผ่าน KYC เดิม ข้อกำหนดการใช้งาน และระบบควบคุมภายใน แต่เมื่อเอเยนต์ออกไปทำงานนอกแพลตฟอร์ม การขาดระบบตรวจสอบเฉพาะทางอาจเปิดช่องให้เกิดธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต การฉ้อโกง และช่องว่างด้านความรับผิดพร้อมกัน

ไทเกอร์รีเสิร์ช(Tiger Research) เปรียบเทียบภาพนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า หากอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน การมีบัตรยืนยันตัวตนอาจเพียงพอ แต่เมื่อออกไปติดต่อภายนอก ระบบจะต้องตรวจเพิ่มว่าเดินทางไปเพื่ออะไร มีสิทธิอะไร และน่าเชื่อถือแค่ไหน แนวคิดนี้จึงเป็นที่มาของ ‘KYA’ ซึ่งถูกเสนอให้เป็นโครงสร้างความเชื่อถือที่เข้ามาอุดช่องโหว่ตรงนี้

สาระสำคัญของ KYA คือการทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่มา อำนาจ ขอบเขตการมอบหมาย ประวัติการกระทำ และความรับผิดของเอเยนต์ อยู่ในรูปแบบที่ตรวจสอบได้ล่วงหน้า กล่าวอีกแบบคือ ไม่ใช่แค่รู้ว่าผู้ใช้เป็นใคร แต่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยว่าเอเยนต์ตัวนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด ทำงานได้ถึงระดับไหน และผ่านการรับรองจากหน่วยงานตรวจสอบหรือผู้ดำเนินงานรายใด ยิ่งโลก A2A ขยายตัวมากขึ้นเท่าไร ‘KYA’ ก็ยิ่งมีแนวโน้มกลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานมากขึ้นเท่านั้น

ในตลาด ตอนนี้การแข่งขันด้านมาตรฐาน ‘KYA’ เริ่มขึ้นแล้ว ตัวอย่างที่ถูกจับตามองคือ ERC-8004 บนอีเธอเรียม(ETH) ซึ่งวางโครงสร้างยืนยันตัวตนของเอเยนต์ไว้บน ERC-721 NFT เพื่อออก ID เฉพาะให้แต่ละเอเยนต์ จุดเด่นของโมเดลนี้ไม่ได้หยุดแค่การระบุตัวตน แต่ยังออกแบบให้มีรีจิสทรีบนเชน 3 ส่วน ได้แก่ Identity, Reputation และ Validation เพื่อเก็บทั้งข้อมูลตัวตน คะแนนความน่าเชื่อถือ และเอกสารรับรอง ทำให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้ไม่เพียงว่าเอเยนต์คือใคร แต่ยังดูได้ด้วยว่ามีประวัติอย่างไร และผ่านการตรวจสอบในระดับใด

ฝั่งอุตสาหกรรมการชำระเงินแบบดั้งเดิมก็เริ่มขยับเร็วไม่แพ้กัน วีซา(Visa) เสนอกรอบการทำงานชื่อ TAP เพื่อออกใบรับรองตัวตนให้เอเยนต์ พร้อมแนวคิดการตรวจสอบ 3 ชั้นที่ครอบคลุมความชอบธรรม ผู้มอบอำนาจ และช่องทางชำระเงิน แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อยืนยันว่าเอเยนต์กำลังดำเนินการจ่ายเงินตามคำสั่งของผู้มีอำนาจจริง ไม่ใช่ทำธุรกรรมโดยพลการ

ขณะเดียวกัน ทรูลิโอ(Trulioo) นำโมเดลคล้ายหน่วยงานออกใบรับรอง SSL มาประยุกต์ใช้ โดยเสนอให้ DPA เป็นผู้ออก DAP ส่วน ซัมซับ(Sumsub) เลือกต่อยอดจากระบบคอมพลายแอนซ์เดิม แล้วเติมโครงสร้าง ‘KYA’ เข้าไป การที่ทั้งผู้ให้บริการด้านการรับรอง การชำระเงิน และการกำกับดูแลเข้ามาแข่งขันพร้อมกัน สะท้อนว่า ‘KYA’ ไม่ได้อยู่แค่ในระดับแนวคิดอีกแล้ว แต่เริ่มเข้าสู่ช่วงสร้างโครงสร้างพื้นฐานจริง

ฝั่งหน่วยงานกำกับดูแลก็เริ่มเดินเกมเช่นกัน สหภาพยุโรปภายใต้ EU AI Act กำหนดให้ระบบ AI ความเสี่ยงสูงต้องบันทึกข้อมูลพฤติกรรมพร้อมรายละเอียดตัวตนของผู้ดำเนินงาน ขณะที่สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐ หรือ NIST ก็กำหนดให้การจัดการตัวตนของเอเยนต์เป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญสำหรับการวางมาตรฐาน ส่วนสิงคโปร์ได้เปิดตัวกรอบกำกับดูแล agentic AI ในระดับประเทศแล้ว

ไทเกอร์รีเสิร์ช(Tiger Research) มองว่า สถานการณ์นี้คล้ายกับช่วงที่กฎ Travel Rule ของ FATF เริ่มมีผลกับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในปี 2019 ซึ่งท้ายที่สุดกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ตัดสินว่าใครจะอยู่รอดหรือขยายธุรกิจได้ต่อ ในอนาคต การมีหรือไม่มีโครงสร้าง ‘KYA’ อาจเป็นตัวกำหนดความเร็วในการเข้าสู่ตลาดและการขยายบริการของแพลตฟอร์ม AI เอเยนต์โดยตรง

ท้ายที่สุดแล้ว ‘KYA’ อาจไม่ใช่กฎตายตัวที่ต้องใช้เหมือนกันทุกอุตสาหกรรม แต่มีลักษณะเป็น ‘กลไกความเชื่อถือ’ ที่ยิ่งจำเป็นมากขึ้นตามระดับความอิสระและการทำงานร่วมกับระบบภายนอก ในวันที่ AI เอเยนต์และเศรษฐกิจแบบ A2A กำลังขยายตัว การปล่อยให้ระบบอัตโนมัติทำงานโดยไร้การยืนยันตัวตน อาจสร้างความเสี่ยงมากกว่าประสิทธิภาพที่ได้รับ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายฝ่ายเริ่มจับตา ‘KYA’ อย่างจริงจัง และในระยะต่อไป ความสามารถในการพิสูจน์ว่าเอเยนต์นั้นปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบได้ อาจสำคัญพอๆ กับประสิทธิภาพของตัว AI เอง

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความหลัก

นักวิเคราะห์ดังเดินหน้าซื้ออีเธอเรียม(ETH) ท่ามกลางตลาด ‘กลัว’ มองมีลุ้นดีดแรงแตะ 4,000 ดอลลาร์

บิตคอยน์(BTC) พุ่งแตะ 82,800 ดอลลาร์ วาฬกวาดซื้อ 16,622 BTC จับตาแนวต้านชี้ชะตาใหม่ที่ 88,000–89,000 ดอลลาร์

줌엑스(Zoomex) ผูกโลกฟอร์มูลา1 กับคริปโตเทรดดิ้ง ชู ‘ความสม่ำเสมอ’ สำคัญกว่า ‘ความเร็ว’

โซลานา(SOL) ขยายสินทรัพย์โลกจริง (RWA) พุ่ง ผู้ถือทะลุ 200,000 ราย มูลค่าโตกว่า 50% ใน 30 วัน

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1