ตลาดคริปโตนำโดย ‘บิตคอยน์(BTC)’ กำลังเผชิญช่วงเวลาความไม่แน่นอนสูง ก่อนการประกาศตัวเลขการจ้างงานสหรัฐ ซึ่งอาจทำให้ ‘ความผันผวน’ ของราคาเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้น ทั้งจากความหวังเรื่อง ‘ดอกเบี้ยผ่อนคลาย’ และแรงกดดันด้าน ‘เงินเฟ้อ’ ที่เริ่มกลับมาเป็นประเด็น
เมื่อวันที่ 10 (เวลาท้องถิ่น) สื่อต่างประเทศรายงานตรงกันว่า รายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐเดือนเมษายน ซึ่งจะประกาศภายในสัปดาห์นี้ กำลังถูกมองเป็น ‘ตัวแปรชี้ทิศทางสำคัญ’ ของทั้งตลาดหุ้นและตลาดคริปโต โดยคาดกันว่าตัวเลขจ้างงานใหม่จะอยู่ราว 62,000 ตำแหน่ง ลดลงแรงจากระดับ 172,000 ตำแหน่งในเดือนมีนาคม ขณะที่อัตราการว่างงานมีแนวโน้มทรงตัวแถว 4.3%
ในมุมมองของนักลงทุน การชะลอตัวของตลาดแรงงานมักถูกตีความเป็นสัญญาณบวกต่อ ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ อย่างบิตคอยน์(BTC) เพราะหากเศรษฐกิจเริ่มแผ่ว ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) มีแนวโน้มชะลอการขึ้นดอกเบี้ย หรือลากระยะ ‘ดอกเบี้ยสูง’ ไว้ไม่นานเกินไป ปัจจุบันตลาดการเงินกำลังสะท้อนสมมติฐาน ‘คงดอกเบี้ยตลอดปีนี้ แล้วค่อยขยับขึ้นปีหน้า’ ซึ่งสภาพแวดล้อมแบบนี้มักหนุนให้เม็ดเงินเก็งกำไรไหลกลับสู่ตลาดคริปโต
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น เพราะยังมี ‘ตัวแปรค่าแรง’ เข้ามาเกี่ยวข้อง นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า ‘ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง’ เดือนเมษายนจะขยายตัวราว 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สูงกว่าระดับ 3.5% ก่อนหน้า แปลว่าแรงกดดันจาก ‘ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น’ ยังไม่ยอมลดลงตามการชะลอตัวของการจ้างงาน
เมื่อ ‘ค่าจ้าง’ ยังร้อนแรง ขณะที่ ‘ราคาน้ำมันดิบ’ ในตลาดโลกยังแกว่งตัวในโซนสูง ความกังวลเรื่อง ‘เงินเฟ้อกลับมาระบาด’ ย่อมปะทุขึ้นอีกครั้ง สถานการณ์นี้ทำให้เส้นทางนโยบายของเฟดซับซ้อนขึ้นทันที เพราะเฟดต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง ‘ดูแลเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอแรงเกินไป’ กับ ‘ควบคุมเงินเฟ้อไม่ให้หลุดกรอบ’ ซึ่งย่อมกดดันสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงบิตคอยน์(BTC)
‘ความคิดเห็น’ หลายสำนักเริ่มให้ความสำคัญกับ ‘อัตราการเติบโตของค่าจ้าง’ มากกว่าตัวเลขจ้างงานใหม่ด้วยซ้ำ เพราะหากค่าจ้างยังเร่งตัวเหนือคาด ตลาดอาจต้องปรับมุมมองดอกเบี้ยไปในทิศทางที่ตึงตัวขึ้นทันที และนั่นหมายถึงแรงขายในคริปโตมีโอกาสกลับมาอย่างฉับพลัน
ในเชิงเทคนิคัล ระดับราคาของบิตคอยน์(BTC) เองก็กำลังยืนอยู่ในจุดชี้เป็นชี้ตาย นักลงทุนเริ่มจับตา ‘แนวรับกลางเทรนด์’ มากขึ้น หลังราคาถอยลงมาต่ำกว่าโซน 80,000 ดอลลาร์ และยังเคลื่อนไหวในลักษณะพักฐานต่อเนื่อง อเล็กซ์ คูปต์ซิเควิช(Alex Kuptsikevich) นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก FxPro ระบุว่า บิตคอยน์(BTC) เพิ่งหลุดภาวะ ‘ซื้อเกิน’ และกำลังทดสอบบริเวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน โดยประเมินว่าขอบล่างของช่องแนวโน้มขาขึ้นอยู่ใกล้แถว 77,500 ดอลลาร์ ส่วนการ ‘เสียรูปขาขึ้นขนาดใหญ่’ มีโอกาสเกิดขึ้นหากราคาหลุดต่ำกว่า 75,000 ดอลลาร์ลงไปอย่างชัดเจน
ในหมู่นักเทรด จึงเริ่มมีการมองโซน ‘75,000 ดอลลาร์’ เป็น ‘แนวรับหลักระยะกลาง’ ที่จะตัดสินว่า บิตคอยน์(BTC) จะยังรักษาโครงสร้างตลาดกระทิงเอาไว้ได้หรือไม่
ด้านปัจจัยพื้นฐานบนบล็อกเชน (On-chain) ก็เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงบางส่วน โดยดัชนี ‘ค่าเงินพรีเมียมโคอินเบส (Coinbase Premium)’ ซึ่งวัดส่วนต่างราคาเทรดระหว่างตลาดสหรัฐกับตลาดอื่นๆ พลิกจากสถานะ ‘ซื้อแพง (Premium)’ กลายเป็น ‘ซื้อถูก (Discount)’ หมายความว่า ความต้องการซื้อจากนักลงทุนสถาบันสหรัฐดูจะ ‘ชะลอลงชั่วคราว’ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
ในอดีต ช่วงที่ตลาดบิตคอยน์(BTC) พุ่งแรงอย่างต่อเนื่อง มักจะสอดคล้องกับการที่ดัชนีพรีเมียมดังกล่าว ยืนในแดนบวกต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาว ‘ความคิดเห็น’ ของนักวิเคราะห์จึงชี้ว่า หากรอบขาขึ้นครั้งนี้จะไปต่อได้อย่างมั่นคง จำเป็นต้องเห็น ‘พรีเมียม’ กลับมาอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่ากำลังซื้อจากสถาบันยังไม่หมดไฟ
ด้านภาพใหญ่จากต่างประเทศ ‘ปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์’ และ ‘ราคาน้ำมัน’ ยังคงเป็นตัวแปรที่ห้ามมองข้าม ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในตะวันออกกลาง และความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ เป็นปัจจัยที่คอยกระตุ้นให้ตลาดกลับมาคิดถึง ‘เงินเฟ้อโลก’ อยู่ตลอดเวลา แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะออกมาให้ข้อมูลล่าสุดว่า สถานการณ์ปะทะระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังอยู่ในภาวะที่ ‘การหยุดยิง’ ดำเนินต่อไป แต่บรรยากาศในตลาดก็ยังเต็มไปด้วยความระแวดระวังต่อความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์
พร้อมกันนั้น นักลงทุนยังรอดูการเปิดเผยรายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) เดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจถูกตีความร่วมกับทิศทางราคาน้ำมันว่า กำลังปูทางสู่ภาวะ ‘สแตกเฟลชัน (Stagflation)’ หรือไม่ หากเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่เงินเฟ้อสูงและดอกเบี้ยยังตึงตัว ความกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงบิตคอยน์(BTC) ย่อมรุนแรงขึ้น
สรุปแล้ว ทิศทางของบิตคอยน์(BTC) ในสัปดาห์นี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ‘ตัวเลขชุดเดียว’ อีกต่อไป แต่เป็นผลจากการผสมกันของ ‘ข้อมูลจ้างงาน’ ‘อัตราค่าจ้าง’ ‘ราคาน้ำมัน’ และ ‘ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์’ ที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน สำหรับนักลงทุน ระดับราคาเทคนิคัลอย่างแถว ‘75,000 ดอลลาร์’ ถูกจับตาเคียงคู่ไปกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ ‘สมดุลของปัจจัยมหภาค’ จะมีน้ำหนักไม่แพ้กราฟราคาเองในการกำหนดทิศทางรอบถัดไปของตลาดคริปโตทั้งหมด
ความคิดเห็น 0