คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) เตรียม ‘ทบทวนกรอบกำกับดูแลครั้งใหญ่’ สำหรับการเงินบนบล็อกเชนและบริการการเงินที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์(AI) โดยมุ่งสำรวจแนวทางออกกฎเกณฑ์ใหม่ให้สอดรับกับการเติบโตของธุรกรรม ‘ออนเชน’ และระบบการเงินอัตโนมัติที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
เมื่อวันที่ 9 (เวลาท้องถิ่น) ที่งาน ‘AI+ Expo’ ในกรุงวอชิงตัน พอล แอตกินส์(Paul Atkins) กรรมการของ SEC เปิดเผยว่าหน่วยงานกำกับดูแลกำลังพิจารณา ‘แนวทางกำกับใหม่’ ต่อระบบการเงินที่ใช้บล็อกเชนและ AI ครอบคลุมตั้งแต่ระบบซื้อขายออนเชน โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินบนบล็อกเชน แอปการเงินอัตโนมัติ ไปจนถึงโครงสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลแบบ ‘Crypto Vault’ พร้อมระบุว่าอาจเดินหน้าสู่การกำหนดกฎอย่างเป็นทางการในหลายส่วน ‘ความคิดเห็น’ การขยับตัวครั้งนี้สะท้อนว่า SEC กำลังมองออนเชนไฟแนนซ์และคริปโตในฐานะโครงสร้าง ‘ตลาดการเงินใหม่’ ไม่ใช่เพียงสินทรัพย์เก็งกำไร
แอตกินส์อธิบายว่า กรอบกฎหมายหลักทรัพย์เดิมของสหรัฐถูกออกแบบมาบนสมมติฐานเรื่อง ‘ตัวกลางที่แยกหน้าที่ชัดเจน’ เช่น นายหน้า(โบรกเกอร์) ตลาดซื้อขาย(เอ็กซ์เชนจ์) และสถาบันชำระราคา/ชำระบัญชี แต่ระบบที่ใช้บล็อกเชนกลับมีรูปแบบตรงกันข้าม โดย ‘โปรโตคอลเพียงชุดเดียว’ สามารถรองรับทั้งการส่งคำสั่งซื้อขาย การบริหารหลักประกัน การจัดสภาพคล่อง และการชำระราคาในกระบวนการเดียว
เขาระบุว่า “หนึ่งโปรโตคอลสามารถทำได้ตั้งแต่การส่งคำสั่งซื้อขายไปจนถึงการชำระราคา” พร้อมชี้ว่า ‘ตลาดออนเชน’ มีลักษณะเป็นโครงสร้างแบบไฮบริด ที่ผสานองค์ประกอบของการเงินดั้งเดิมกับการเงินแบบกระจายศูนย์เข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น แอตกินส์เน้นว่า SEC จำเป็นต้องทำให้ชัดเจนว่าโมเดลเหล่านี้จะถูกจัดวางอย่างไรภายใต้ ‘กฎหมายที่มีอยู่’ และย้ำถึงความจำเป็นในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะและการรวบรวมความเห็นจากอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการปรับปรุงกฎ
การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก ‘การบังคับใช้กฎหมายเชิงรุก’ ไปสู่ ‘การให้ความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์’ ภายใน SEC อีกด้วย ช่วงที่แกรี เกนส์เลอร์(Gary Gensler) นั่งเก้าอี้ประธาน SEC นั้น หน่วยงานเคยพึ่งพาการฟ้องร้องเป็นหลัก โดยเฉพาะต่อศูนย์ซื้อขายคริปโตแบบรวมศูนย์ เพื่อบังคับใช้กฎหมายหลักทรัพย์ที่มีอยู่กับสินทรัพย์ดิจิทัล
แต่ในระยะหลัง ท่าทีของ SEC ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ได้เปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับ ‘การลดความไม่แน่นอนทางกฎหมาย’ มากขึ้น โดยใช้แนวทางออก ‘แนวปฏิบัติ (Guidance)’ และจดหมาย ‘No-Action Letter’ เพื่อชี้ให้ตลาดเห็นกรอบที่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้อง ‘ความคิดเห็น’ สำหรับภาคคริปโต นี่คือสัญญาณว่าหน่วยงานกำกับพร้อมจะวางรางระบบ มากกว่าจะใช้วิธีรอจับผิดทีละราย
แอตกินส์ยังเชื่อมโยงการทบทวนกฎครั้งนี้เข้ากับ ‘ยุค AI ฟินเทค’ ที่กำลังก่อตัว เขาคาดว่าในอนาคต ‘AI Agent’ จะเป็นผู้ตัดสินใจด้านการลงทุนหรือจัดการการเงินแทนมนุษย์ และบล็อกเชนจะรับคำสั่งเหล่านั้นไปประมวลผลและชำระธุรกรรมแบบทันที ส่งผลให้โครงสร้างตลาดการเงินเปลี่ยนไปจากระบบที่มีคนควบคุมและตรวจสอบทุกขั้นตอน ไปสู่ระบบที่อัลกอริทึมและสัญญาอัจฉริยะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
เขาเตือนว่า “การพยายาม ‘ยัด’ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ลงไปในกรอบกฎเกณฑ์เก่าที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาด ไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม” พร้อมเน้นว่า ‘ความยืดหยุ่นของกฎ’ คือกุญแจสำคัญของการกำกับดูแลยุคใหม่ แอตกินส์ยังกล่าวด้วยว่า “บทบาทของ SEC ไม่ใช่การเลือกผู้ชนะในตลาด แต่คือการวางกติกาที่เป็นธรรมและกำกับดูแลให้ตลาดดำเนินไปอย่างโปร่งใส”
ด้านประเด็นกฎหมาย เขายืนยันการสนับสนุนต่อร่างกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล ‘CLARITY Act’ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบระบบกำกับดูแลร่วมระหว่าง SEC และคณะกรรมาธิการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโครงสร้างกำกับดูแลตลาดคริปโตที่ ‘แบ่งหน้าที่กันชัดเจน’ ระหว่างสองหน่วยงาน
การทบทวนกรอบกำกับดูแลในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการ ‘เตรียมการล่วงหน้า’ ต่อโครงสร้างตลาดแบบใหม่ที่ผสานระหว่าง ‘ออนเชนไฟแนนซ์’ และ ‘AI ฟินเทค’ เข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ทิศทางสุดท้ายของกฎเกณฑ์ใหม่จะขึ้นอยู่กับทั้ง ‘ผลของกระบวนการออกกฎหมาย’ และ ‘ข้อเสนอจากผู้เล่นในอุตสาหกรรม’ ว่าจะสามารถผลักดันโมเดลธุรกิจออนเชนให้ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในระบบการเงินสหรัฐได้มากน้อยเพียงใด ‘ความคิดเห็น’ นักลงทุนและผู้พัฒนาโปรโตคอลจึงควรจับตาทั้งความคืบหน้าของ CLARITY Act และขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นของ SEC อย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบการเติบโตของตลาดคริปโตและการเงินอัตโนมัติในระยะยาว
ความคิดเห็น 0