ซิตีกรุ๊ป(C) เดินหน้าปูทางสู่ยุค ‘โทเคนไนซ์’ สำหรับตลาดหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ เตรียมเปิดแพลตฟอร์มซื้อขายหุ้นบริษัทที่ยังไม่ไอพีโอ โดยแปลงสิทธิในหุ้นเหล่านี้เป็น ‘โทเคนไนซ์รับฝากหลักทรัพย์’ บนบล็อกเชน ทำให้กลุ่มลูกค้ามั่งคั่งและนักลงทุนสถาบันเข้าถึงดีล ‘พรี-IPO’ ได้ง่ายขึ้นและโปร่งใสมากขึ้น
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ ‘วอลล์สตรีทเจอร์นัล’ ซิตีกรุ๊ปกำลังพัฒนาระบบที่ใช้ ‘โทเคนไนซ์รับฝากหลักทรัพย์’ ที่ธนาคารออกเอง เพื่อให้โทเคนเหล่านี้ทำหน้าที่แทนหุ้นของบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ในแพลตฟอร์มเดียว เริ่มแรกจะเปิดให้บริการแก่นักลงทุนต่างชาติ ส่วน ‘นักลงทุนในสหรัฐ’ จะถูกพิจารณาเพิ่มเติมในระยะถัดไป อาร์เต็ม โคเรนยุก ผู้บริหารฝ่ายดิจิทัลแอสเซตของซิตีกรุ๊ป อธิบายว่า นักลงทุนจะสามารถลงทุนในหุ้นนอกตลาด “ได้ข้าง ๆ หุ้นแอปเปิล(APPLE)” ผ่านบัญชีเดียวกัน
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ตอกย้ำว่า *วอลล์สตรีทกำลังเร่งตัวสู่ยุค ‘การเงินแบบโทเคนไนซ์’* อย่างจริงจัง ‘โทเคนไนซ์(Tokenization)’ คือการแปลงสินทรัพย์ให้กลายเป็นใบรับรองดิจิทัลบนบล็อกเชน ช่วยเพิ่มทั้งความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการซื้อขาย ซิตีกรุ๊ปมองว่า โครงสร้าง ‘โทเคนไนซ์รับฝากหลักทรัพย์’ นี้ช่วยให้จัดโครงสร้างดีลลงทุนแบบ ‘ไพรเวต’ โดยไม่ต้องใช้บริษัทวัตถุประสงค์พิเศษ (SPV) แบบเดิม ซึ่ง ‘อาจกลายเป็นทางเลือกที่โปร่งใสกว่า’ สำหรับตลาดการลงทุนแบบเฉพาะกลุ่ม
ดีมานด์สำหรับหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ฟินเทกอย่าง โรบินฮู้ด(HOOD) และแพลตฟอร์มอื่น ๆ เคยพิจารณาออกผลิตภัณฑ์ ‘โทเคนไนซ์’ ที่อ้างอิงบริษัทดังอย่าง ‘โอเพ่นเอไอ(OpenAI)’ มาแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียง *การให้สิทธิรับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจทางอ้อม* ไม่ได้ถือ ‘หุ้นจริง’ ของบริษัท ‘โอเพ่นเอไอ’ เองก็เคยออกมาเตือนเมื่อปีที่แล้วว่า ‘โทเคนหุ้น’ เหล่านั้น *ไม่ใช่ตัวแทนของส่วนแบ่งหุ้นในบริษัท* แต่อย่างใด
ในโครงการของซิตีกรุ๊ป ‘โครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน’ จะถูกดูแลโดย SIX ดิจิทัล เอ็กซ์เชนจ์ บริษัทลูกของ SIX กลุ่มผู้ดำเนินการตลาดหลักทรัพย์สวิตเซอร์แลนด์ ซิตีกรุ๊ปยืนยันว่ากำลังเจรจากับบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์รายใหญ่หลายแห่งเพื่อดึงเข้าร่วมแพลตฟอร์ม และมีแผนเพิ่มจำนวนสินทรัพย์ที่ถูก ‘โทเคนไนซ์’ อย่างต่อเนื่อง
ความสนใจที่เพิ่มขึ้นใน ‘ตลาดไพรเวต’ สอดคล้องกับแนวโน้มที่บริษัทเลือกอยู่ในสถานะนอกตลาดหลักทรัพย์นานขึ้นเพื่อสะสมมูลค่า ก่อนพิจารณาไอพีโอ รายงานของคณะกรรมการการลงทุนสหรัฐ (US Investment Committee) เมื่อเดือนธันวาคม อ้างข้อมูลจากพิตช์บุ๊ค(PitchBook) ระบุว่า ‘กองทุนไพรเวตอีเควิตี้’ สามารถเอาชนะดัชนี S&P500 ได้ในทุกกรอบเวลา 5 ปี, 10 ปี, 15 ปี และ 20 ปี แม้ในระยะสั้นดัชนีหุ้นขนาดใหญ่จะให้ผลตอบแทนที่เด่นกว่า แต่ *ในระยะยาวตลาดไพรเวตกลับทำผลงานเหนือกว่า* อย่างชัดเจน
วิลล์ ดันแฮม CEO คณะกรรมการการลงทุนสหรัฐ ให้ ‘ความคิดเห็น’ ไว้ในรายงานว่า ผลตอบแทนระยะยาวเช่นนี้ควรเป็นเหตุผลสำคัญให้ ‘ขยายโอกาสการเข้าถึงการลงทุนไพรเวต’ ผ่านบัญชีเกษียณอายุอย่าง 401(k) เพื่อให้เงินออมระยะยาวของประชาชนได้ประโยชน์จากสินทรัพย์นอกตลาดมากขึ้น
ด้านความคึกคักของดีลใหญ่ในตลาดไพรเวตก็ยังส่งแรงคาดหวังสู่ตลาดไอพีโอเช่นกัน บลูมเบิร์ก(Bloomberg) รายงานว่า ก่อนการเสนอขายหุ้นครั้งแรกของสเปซเอ็กซ์(SpaceX) บริษัทจรวดและเอไอของอีลอน มัสก์(Elon Musk) ยอดคำสั่งซื้อจากนักลงทุนรายย่อยเพียงกลุ่มเดียวพุ่งทะลุ 7 หมื่นล้านดอลลาร์ สเปซเอ็กซ์ตั้งเป้าหลังเข้าตลาดให้มีมูลค่าบริษัทแตะ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในไอพีโอที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ความเคลื่อนไหวของซิตีกรุ๊ปครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็น ‘สัญญาณชัดเจน’ ว่า *สถาบันการเงินดั้งเดิมกำลังนำบล็อกเชนเข้ามายึดพื้นที่ในตลาดหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์* ท่ามกลางกระแสความต้องการสินทรัพย์นอกตลาดที่พุ่งสูงขึ้น ‘โทเคนไนซ์’ อาจกลายเป็น ‘ช่องทางใหม่’ ที่เชื่อมโลกการเงินดั้งเดิมกับตลาดคริปโต โดยมอบสิทธิใน “หุ้นจริง” บนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หากแพลตฟอร์มของซิตีกรุ๊ปเดินหน้าได้อย่างราบรื่น อุตสาหกรรมการลงทุนอาจต้องปรับมาตรฐานใหม่ให้สอดรับกับสินทรัพย์ที่ถูก ‘โทเคนไนซ์’ ในวงกว้างมากขึ้นในอนาคต
ความคิดเห็น 0