โซลานา(SOL) กำลังกลายเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ของตลาดโทเคนหลักทรัพย์ดิจิทัล (STO) หลังโมเดลใหม่ที่ผูกกับหุ้นของธุรกิจจริงถูกมองว่าสามารถพลิกโครงสร้างตลาดการลงทุนแบบ ‘Private’ เดิมๆ ลดความซ้ำซ้อนของระบบการเงินดั้งเดิม และเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วโลกเข้าถึงดีลที่เคยจำกัดในวงแคบได้ง่ายขึ้น
เมื่อวันที่ 17 ตามการประกาศของบริษัท อินฟราดิจิทัลหลักทรัพย์ ‘เฟิร์สต์บล็อก(First Block)’ ร่วมกับ ออนฟาร์มา(Onpharma) และธนาคารเพื่อการลงทุนจากอังกฤษ ‘คริโต แคปิตอล’ ได้เปิดตัวโปรเจกต์ ‘STO บนโซลานา’ ที่ใช้หุ้นของบริษัทจริงในสหรัฐฯ เป็นสินทรัพย์อ้างอิง จุดเด่นคือการยุบขั้นตอนซับซ้อนของตลาด Private เดิม ตั้งแต่การออกหลักทรัพย์ การชำระราคา ไปจนถึงการโอนเปลี่ยนมือ มาอยู่บนระบบบล็อกเชนเดียวที่จัดการได้พร้อมกันแบบครบวงจร
ในโมเดลใหม่นี้ โทเคนหลักทรัพย์จะถูกออกบนเครือข่ายโซลานา(SOL) โดยใช้แนวคิด ‘ชำระราคาแบบอะตอมมิก (atomic settlement)’ คือการโอนสินทรัพย์และเงินเกิดขึ้นพร้อมกันในธุรกรรมเดียว ลดความเสี่ยงค้างชำระ ควบคู่กับ ‘กรรมสิทธิ์แบบโปรแกรมได้ (programmable ownership)’ ที่กำหนดเงื่อนไขการถือครองและโอนย้ายผ่านสมาร์ตคอนแทรกต์ นักลงทุนจะซื้อขายผ่านกระเป๋าเงินที่ผ่านกระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) แล้วเท่านั้น ทำให้สามารถซื้อขายบนเชนได้โดยตรง พร้อมคาดหวังการชำระราคาเกือบเรียลไทม์และสภาพคล่องรองที่ดีกว่าโครงสร้างเดิม
ด้านกฎระเบียบ โปรเจกต์ STO บนโซลานา(SOL) นี้ยังเดินอยู่ในกรอบกฎหมายหลักทรัพย์สหรัฐฯ โดยอาศัยข้อยกเว้นตาม ‘Regulation S (Reg S)’ ที่ออกแบบมาสำหรับการระดมทุนจากนักลงทุนที่อยู่นอกสหรัฐฯ ทำให้การออกโทเคนครั้งนี้เป็นดีลแบบ ‘Offshore’ เจาะฐานนักลงทุนต่างประเทศเป็นหลัก แต่ยังคงยึดกติกาของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เป็นโครงหลัก
สินทรัพย์อ้างอิงของ STO ครั้งนี้คือ ออนฟาร์มา(Onpharma) บริษัทเทคโนโลยีการดมยาสลบสำหรับทันตกรรม เจ้าของผลิตภัณฑ์ ‘Onset EZ’ ที่ถูกใช้ไปแล้วหลายล้านเคสในหัตถการจริง จุดขายสำคัญคือการลดความเจ็บและการรอออกฤทธิ์ของยาชาเฉพาะที่ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในวงการทันตกรรมมานาน ปัจจุบันบริษัทอยู่ในเฟส ‘พิสูจน์ผลิตภัณฑ์แล้ว กำลังขยายตลาด’ หมายถึงด้านซัพพลายเชน การกำกับดูแล และการเริ่มทำเชิงพาณิชย์ผ่านไปแล้ว กำลังเข้าสู่ช่วงเร่งเติบโตอย่างจริงจัง
อีกปัจจัยหนุนคือแผนการเข้าตลาดของคู่แข่งรายใหญ่ ‘เซปโทดอนท์’ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ซึ่งช่วยยืนยันว่าตลาดบัฟเฟอริงยาชาทางทันตกรรมกำลังถูกผลักดันสู่การเป็น ‘มาตรฐานใหม่’ มากกว่าจะเป็นแค่เทคโนโลยีเฉพาะกลุ่ม ข้อมูลคาดการณ์ระบุว่าตลาดบัฟเฟอริงยาชาทันตกรรมทั่วโลกมีขนาดราว 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 30,288 ล้านบาท) และอาจขยายไปถึง 2,650 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 41,092 ล้านบาท) ภายในปี 2030 โครงสร้างรายได้แบบ ‘ใช้แล้วทิ้ง’ ของผลิตภัณฑ์ ทำให้บริษัทสามารถสร้างรายได้ซ้ำ (recurring revenue) ต่อเนื่องจากฐานผู้ใช้งานเดิม ซึ่งถูกมองเป็นจุดแข็งด้านการลงทุน
ด้านมุมมองจากผู้พัฒนา ดาเนียล แคนนอน CEO ของเฟิร์สต์บล็อก ระบุว่า STO บนโซลานา(SOL) ครั้งนี้ “ไม่ใช่แค่การระดมทุน แต่เป็นสัญญาณของการผสานกันระหว่างตลาดทุนกับโครงสร้างพื้นฐานด้านหลักทรัพย์บนโซลานา” พร้อมย้ำว่าแก่นสำคัญคือการเชื่อมโยงระหว่าง “บริษัทจริง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานจริง และศักยภาพการเติบโตที่จับต้องได้” ขณะที่ แมตต์ สเตโฟวิช CEO ของออนฟาร์มา(Onpharma) มองว่ากลไกใหม่นี้เปิดทางให้ธุรกิจเครื่องมือแพทย์ที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว เข้าถึงกลุ่มนักลงทุนทั่วโลกได้กว้างขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำให้การระดมทุนโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กรณีศึกษา STO บนโซลานา(SOL) ครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของ ‘โทเคนไรซ์สินทรัพย์จริง (RWA Tokenization)’ ที่หลุดจากระดับแนวคิดมาสู่โครงสร้างการลงทุนในภาคธุรกิจจริงอย่างเป็นรูปธรรม ‘ความคิดเห็น’ ผู้เชี่ยวชาญหลายรายประเมินว่า หากโมเดลนี้ขยายตัวต่อเนื่อง STO มีโอกาสกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของตลาด Private ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความโปร่งใส และเปิดประตูให้เงินทุนจากนักลงทุนรายย่อยและสถาบันทั่วโลกไหลเข้าสู่สินทรัพย์ทางเลือกได้ง่ายกว่าที่เคย โดยมีโซลานา(SOL) ทำหน้าที่เป็นเลเยอร์หลักในการขับเคลื่อนนวัตกรรมนี้ต่อไป
ความคิดเห็น 0