สภาคองเกรสสหรัฐฯ กำลังเผชิญศึกการเมืองรอบใหม่เกี่ยวกับ ‘ตลาดทำนายผล (Prediction Market)’ และการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะที่ฝั่งยุโรปเตรียมบังคับใช้กฎหมาย ‘MiCA’ และสหรัฐฯ เดินหน้าผลักดันกฎหมาย ‘ห้ามออก CBDC’ จนถึงปี 2030 ทำให้แรงกดดันด้านกฎระเบียบต่ออุตสาหกรรมคริปโตเพิ่มสูงทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของสำนักข่าวเซมาฟอร์(Semafor) กลุ่มธุรกิจพนันกีฬา ชนพื้นเมืองอินเดียน และสหภาพแรงงานในสหรัฐฯ ได้ยื่นหนังสือต่อวุฒิสภา เรียกร้องให้จำกัดอำนาจกำกับของคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าแห่งสหรัฐฯ (CFTC) เหนือตลาด ‘ทำนายเหตุการณ์’ โดยย้ำว่าตลาดทำนายผลเหล่านี้เป็นเพียง ‘การพนันรูปแบบใหม่’ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ควรอยู่ใต้กำกับของ CFTC
กลุ่มดังกล่าว เช่น สมาคมเกมมิ่งของอินเดียน(Indian Gaming Association) และสมาคมเกมมิ่งอเมริกัน(American Gaming Association) ต้องการให้ร่างกฎหมาย ‘กฎหมายความชัดเจนด้านสินทรัพย์ดิจิทัล’ (CLARITY Act) ใส่ข้อห้ามอย่างชัดเจนต่อ ‘สัญญาอีเวนต์ที่ผูกกับกีฬาและเกมลักษณะคาสิโน’ โดยระบุว่าผลิตภัณฑ์ผ่านตลาดทำนายผลควรอยู่นอก ‘เขตอำนาจของ CFTC’ และไม่ควรใช้ตลาดลักษณะนี้เป็นช่องทาง ‘เลี่ยงใบอนุญาตพนันกีฬา’ ที่รัฐควบคุมอยู่
ในจดหมาย กลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้ระบุว่า แม้จะมีความเห็นต่างกันในประเด็นอื่น แต่ “ตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา เรามีจุดยืนร่วมกันว่า ‘ตลาดทำนายผล’ กำลังผลักดันการขยายตัวของการพนันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ” ปัจจุบัน CFTC อ้างสิทธิ์ ‘อำนาจกำกับแต่เพียงผู้เดียว’ ต่อแพลตฟอร์มทำนายผลบางราย โดยภายใต้การนำของประธาน มิเชล เซลิก(Michael Selig) CFTC ถูกมองว่าให้การสนับสนุนแพลตฟอร์มอย่าง Kalshi และ Polymarket ในการต่อสู้กับแรงกดดันด้านกฎหมายระดับรัฐ
‘ความคิดเห็น’ ประเด็นนี้สะท้อนศึกแย่งชิงอำนาจกำกับระหว่าง ‘หน่วยงานด้านตลาดทุน’ อย่าง CFTC กับ ‘ผู้มีอำนาจควบคุมการพนัน’ ระดับรัฐและชนเผ่าอินเดียน หากวุฒิสภาแก้กฎหมายตามข้อเสนอจริง ตลาดทำนายผลที่เชื่อมกับเหตุการณ์การเมืองหรือเศรษฐกิจอาจถูกตีกรอบเป็นการพนันเต็มรูปแบบ ทำให้ต้นทุนปฏิบัติตามกฎหมายของแพลตฟอร์มคริปโตเพิ่มสูงขึ้นทันที
ฝั่งยุโรป ภายใต้วงจรการกำกับที่เข้มงวดขึ้นเช่นกัน บริษัทรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล ‘บิตโก(BitGo)’ เริ่มเดินเกมรุกตลาดยุโรปก่อนที่กฎหมาย ‘ตลาดสินทรัพย์คริปโต (MiCA)’ ของสหภาพยุโรป(EU) จะมีผลเต็มรูปแบบในวันที่ 1 เดือนหน้า บิตโกยุโรปประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘Crypto-as-a-Service’ ที่ระบุว่าถูกออกแบบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ MiCA โดยตรง เจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็น ‘ศูนย์ซื้อขายคริปโตและผู้ให้บริการ’ ที่ยังได้ใบอนุญาตล่าช้า
ไมค์ เบลชี(Mike Belshe) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(CEO) ของบิตโก ระบุว่า “เราไม่ควรปล่อยให้ความล่าช้าในการอนุมัติใบอนุญาตทำให้ผู้ใช้งานต้องรอ” พร้อมชี้ว่าโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบตามกรอบกำกับใหม่ จะช่วย ‘อุดช่องว่างการให้บริการ’ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน MiCA ได้ สำหรับกฎหมาย MiCA นั้น บังคับให้บริษัทบล็อกเชนและผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องการให้บริการในเขตเศรษฐกิจยุโรป ต้องได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับของแต่ละประเทศเสียก่อนจึงจะให้บริการลูกค้าในภูมิภาคได้
ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นเมื่อมีรายงานว่า หน่วยงานกำกับดูแลของกรีซอาจ ‘ปฏิเสธคำขอใบอนุญาตภายใต้ MiCA’ ของไบแนนซ์(Binance) แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายใหญ่ของโลก ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจกลายเป็นสัญญาณว่าหน่วยงานบางประเทศพร้อมใช้ MiCA เป็นเครื่องมือ ‘คัดกรอง’ ผู้ให้บริการคริปโตอย่างเข้มงวดมากกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้
ด้านสหรัฐฯ สภาคองเกรสเดินหน้าจัดระเบียบ ‘เงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC)’ อย่างแข็งกร้าว แหล่งข่าวในวอชิงตันเปิดเผยว่า ผู้นำเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้บรรลุข้อตกลงผลักดันร่างกฎหมายเพิ่มซัพพลายที่อยู่อาศัย ซึ่งมีการแนบ ‘ข้อห้ามธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ออก CBDC จนถึงปี 2030’ เข้าไปด้วย
เนื้อหาการแก้ไขยังคงยึดตามร่างที่วุฒิสภาผ่านไปเมื่อเดือน 3 โดยฝ่ายนำของพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรเตรียมผลักดันให้มีการลงมติหลังสภากลับมาเปิดประชุมในวันที่ 23 ข้อความสำคัญระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ ‘ห้ามออกหรือสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีลักษณะเป็น CBDC หรือคล้ายคลึง’ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม อย่างไรก็ตาม ข้อห้ามนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2030
ท่าทีของฝ่ายนิติบัญญัติสอดรับกับแนวทางของประธานาธิบดีทรัมป์ ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมกราคม 2025 ทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร สั่งห้ามหน่วยงานของรัฐบาลกลางดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับ CBDC โดยให้เหตุผลว่า ‘CBDC เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของตลาดการเงิน สิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชน และอธิปไตยทางการเงินของสหรัฐฯ’
‘ความคิดเห็น’ การล็อกกฎหมายห้าม CBDC ถึงปี 2030 ทำให้สหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดว่าไม่ต้องการให้ Fed กลายเป็นคู่แข่งโดยตรงของระบบธนาคารพาณิชย์และสเตเบิลคอยน์เอกชนในระยะกลาง ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ดอลลาร์ดิจิทัลภาคเอกชน และโครงสร้างพื้นฐานอย่าง สเตเบิลคอยน์ และโอนเงินบนบล็อกเชน เดินหน้าต่อไปภายใต้กรอบกำกับรูปแบบอื่น
เมื่อการถกเถียงด้าน ‘ตลาดทำนายผล’, กรอบกำกับ ‘MiCA’ และกฎหมาย ‘ห้าม CBDC’ ถูกดันขึ้นมาพร้อมกัน ภาพรวมอุตสาหกรรมคริปโตจึงเริ่มเผชิญ ‘วงล้อมกฎระเบียบ’ ทั้งจากสหรัฐฯ และยุโรป ‘คำ’ ที่ตลาดจับตาคือ หน่วยงานกำกับจะเลือกมองคริปโตและดีไฟน์(DeFi)เป็น ‘นวัตกรรมการเงินที่ต้องส่งเสริม’ หรือเป็นเพียง ‘เครื่องมืออ้อมที่สั่นคลอนอุตสาหกรรมดั้งเดิม’ ซึ่งคำตอบนั้นจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเติบโตของตลาดคริปโตในช่วงหลายปีข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความคิดเห็น 0