บิตคอยน์(BTC) ร่วงลงต่ำกว่า 6.3 หมื่นดอลลาร์อีกครั้งท่ามกลางการอ่อนตัวของ ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ ทั่วโลกเมื่อวันที่ 19 ทำให้ราคาคืนกำไรจากการดีดตัวรอบล่าสุดไปเกือบหมด ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดว่าการปรับฐานครั้งนี้จะลามไปสู่การเปลี่ยน ‘แนวโน้มหลัก’ หรือไม่
ตามข้อมูลของ ‘คอยน์เดสก์(CoinDesk)’ บิตคอยน์(BTC) ล่าสุดซื้อขายแถว 62,700 ดอลลาร์ (ราว 9.64 ล้านบาท) ลดลง 1.9% ในรอบ 24 ชั่วโมง และติดลบราว 1.3% เมื่อเทียบรายสัปดาห์ ถือเป็นการเลื่อนลงมาทดสอบ ‘กรอบล่าง’ ของกล่องราคาที่เคลื่อนไหวแคบ ๆ มาเกือบ 2 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มอัลท์คอยน์ส่วนใหญ่ต่างปรับตัวลงพร้อมกัน อีเธอเรียม(ETH) อยู่ที่ราว 1,695 ดอลลาร์ ลดลง 2.3% ริปเปิล(XRP) ราว 1.13 ดอลลาร์ ลดลง 3.2% โซลานา(SOL) ใกล้ 69 ดอลลาร์ ติดลบ 3.2% และ ไบแนนซ์คอยน์(BNB) ร่วงอีกราว 2.7% ด้านไฮเปอร์ลิควิ드(Hyperliquid) ลดลง 3.7% ในรอบวัน แต่ยังบวก 13.2% ในรอบสัปดาห์ กลายเป็นหนึ่งในโทเคนที่แข็งแกร่งที่สุดของรอบนี้ ส่วนทรอน(TRX) เป็นไม่กี่เหรียญที่ปิดทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง
การอ่อนตัวรอบนี้ถูกมองว่าเป็น ‘จุดชี้ขาดทางเทคนิค’ ของบิตคอยน์(BTC) เพราะราคาลงมาจ่อแนวรับสำคัญ หากไม่สามารถดีดกลับเหนือโซนนี้ได้ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าคลื่นขึ้นระยะสั้นอาจสิ้นสุดลง และมีโอกาสเปิดทางให้เทรนด์ขาลงชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะหากโซน 59,000–60,000 ดอลลาร์ ซึ่งถูกมองเป็นฐานรับหลักตั้งแต่ต้นเดือน ถูก ‘หลุดกรอบ’ อย่างชัดเจน เทรดเดอร์บางรายเริ่มวางเป้าหมายการลงต่อไว้ลึกถึงแถว 45,000 ดอลลาร์
แรงขายรอบนี้มาจาก ‘ปัจจัยมหภาค’ มากกว่าข่าวภายในตลาดคริปโตล้วน ๆ ภาวะซื้อขายในตลาดหุ้นโลกบางส่วนเบาบางจากช่วงวันหยุด แต่ดัชนีหลักกลับย่อตัว ขณะที่ดัชนีหุ้นเอเชียปรับลงราว 0.6% หลังขึ้นต่อเนื่อง 5 วันติด ฝั่งน้ำมันดิบโลกก็เผชิญแรงขายหนัก ราคาปรับลงกว่า 9% ในรอบสัปดาห์ ลงมายืนแถว 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากการที่เส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติหลังข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ทำให้ ‘ช็อกฝั่งอุปทาน’ คลายตัว กดดันให้กระแสเก็งกำไรใน ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ ชะลอลงตามไปด้วย
สายตานักลงทุนตอนนี้หันไปจับตา ‘ดีลนิวเคลียร์’ ของอิหร่านมากขึ้น โดย เจดี แวนซ์(JD Vance) รองประธานาธิบดีสหรัฐ ระบุว่า นาฬิกานับถอยหลังสำหรับการเจรจารอบ 60 วันเพื่อสรุปรายละเอียดข้อตกลงได้เริ่มเดินหน้าแล้ว ทำให้ ‘โทนความเสี่ยง’ ของตลาดโลกยังมีโอกาสผันผวนต่อเนื่อง
หนึ่งในประเด็นถกเถียงใหญ่ของรอบนี้คือ ความเสี่ยงที่รอบไซเคิลปัจจุบันอาจไม่มี ‘ซีซันอัลท์คอยน์’ แบบที่เคยเกิดในอดีต มิคาอิล เยโกรอฟ(Michael Egorov) ผู้ก่อตั้งเคิร์ฟไฟแนนซ์(Curve Finance) มองว่าโครงสร้างรอบขาขึ้นของบิตคอยน์(BTC) เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ หลังการอนุมัติ ‘ETF บิตคอยน์สปอต’ ก่อนการ ‘ฮาล์ฟวิ่ง 2024’ ดึงเม็ดเงินสถาบันเข้าตลาดโดยตรง ทำให้รูปแบบการไหลของสภาพคล่องไม่เหมือนเดิม
เยโกรอฟชี้ว่า เดิมที ‘เงินเก็งกำไร’ มักย้ายจากบิตคอยน์(BTC) ไปผลักดันอัลท์คอยน์ในช่วงปลายไซเคิล แต่ในรอบนี้ กระแสดังกล่าวกลับ ‘แตกตัว’ ไปสู่เหรียญมีมจำนวนมากหลังการเปิดตัว ETF ผลคือความหวังว่าจะเกิด ‘อัลท์ซีซัน’ กว้าง ๆ แบบเดิมมีโอกาสน้อยลง เขาประเมินว่าอย่างน้อยในช่วง 3 ปีข้างหน้า ตลาดอาจไม่เห็นรอบที่อัลท์คอยน์โดยรวมวิ่งแรงกว่าบิตคอยน์(BTC) แบบถ้วนหน้าอีกแล้ว พร้อมย้ำว่า ‘มูลค่าโทเคน’ จำเป็นต้องยึดโยงกับโมเดลรายได้จริงและการใช้ประโยชน์ที่ชัดเจน ไม่ใช่อาศัยเพียงกระแสคาดหวังและบรรยากาศเก็งกำไรเหมือนก่อน
‘ความคิดเห็น’ ของฝั่งผู้จัดการกองทุนสถาบันหลายรายเริ่มสอดคล้องกับมุมมองดังกล่าวมากขึ้น โดยเน้นว่าการลงทุนในอัลท์คอยน์ต่อจากนี้จะเลือกแบบรายตัว (stock-picking) แทนการคาดหวังให้ทั้งเซ็กเตอร์วิ่งพร้อมกัน เห็นได้จากในสัปดาห์นี้ที่เม็ดเงินไหลกลับเข้าบิตคอยน์(BTC) ชัดเจน ขณะที่ตลาดภาพรวมอ่อนแรง และผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง ETF อิงมีมคอยน์หรือโดจคอยน์(DOGE) ยังดึงเม็ดเงินได้จำกัด
เมื่อบิตคอยน์(BTC) ยืนอยู่ใกล้ ‘แนวรับชี้ชะตา’ ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจมหภาคทั่วโลก ทิศทางต่อไปของตลาดคริปโตมีแนวโน้มจะถูกกำหนดโดย ‘สภาพคล่องจากสถาบัน’ และท่าทีของนโยบายการเงินมากกว่าปัจจัยเฉพาะในตลาดคริปโตเอง นักลงทุนจึงต้องจับตาทั้ง ‘กรอบราคาทางเทคนิค’ และสัญญาณจากเฟดดีลสำคัญด้านภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่กันไปในช่วงนี้
ความคิดเห็น 0