บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการจัดการสินทรัพย์อย่าง แฟรงคลิน เทมเพิลตัน กำลังเดินหน้าสร้างทางเลือกใหม่ให้สถาบันลงทุนใน ‘บิตคอยน์(BTC)’ ผ่านกองทุน ETF รูปแบบใหม่ ที่นำเงินปันผลจากหุ้นไปซื้อบิตคอยน์โดยอัตโนมัติ แนวคิดนี้ถูกมองว่าอาจกลายเป็นช่องทางกระจาย ‘ดีมานด์บิตคอยน์’ จากฝั่งสถาบันรอบใหม่
เมื่อวันที่ 19 (เวลาท้องถิ่น) แฟรงคลิน เทมเพิลตันยื่นไฟลิ่งต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) เพื่อจดทะเบียนกองทุน 2 ตัว คือ ‘แฟรงคลิน US อิควิตี บิตคอยน์ DRIP อินเดกซ์ ETF’ และ ‘แฟรงคลิน US อินโนเวชัน บิตคอยน์ DRIP อินเดกซ์ ETF’ โครงสร้างของทั้งสองกองทุนเหมือนกันตรงที่จัดสรรเงินลงทุน ‘95% ในหุ้นสหรัฐขนาดใหญ่ และ 5% ในบิตคอยน์’
ความแตกต่างอยู่ที่จักรวาลการลงทุน ฝั่งกองทุน US อิควิตีจะกระจายลงทุนตามภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐ ส่วนกองทุน US อินโนเวชันจะเน้นไปที่หุ้นกลุ่มเติบโตและหุ้นนวัตกรรมเป็นหลัก แต่ทั้งคู่มีจุดร่วมสำคัญคือ นำ ‘เงินปันผลจากหุ้น’ ไปลงทุนซ้ำในผลิตภัณฑ์ที่อิงบิตคอยน์ ไม่ว่าจะเป็น ETF บิตคอยน์หรือสัญญาฟิวเจอร์สที่เกี่ยวข้อง
แกนหลักของกลไกนี้ คือการใช้ระบบ DRIP (Dividend Reinvestment Plan) มาสร้าง ‘แรงซื้อบิตคอยน์แบบอัตโนมัติ’ โดยไม่ต้องให้ผู้จัดการกองทุนเข้าไปซื้อเองทุกครั้ง ผลคือเมื่อใดที่หุ้นในพอร์ตจ่ายปันผล เงินนั้นจะถูกนำไปเพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับบิตคอยน์อย่างสม่ำเสมอ เป็นกลยุทธ์ในลักษณะ ‘ดูแลงานต่ำ’ ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับสถาบันที่ต้องการถือบิตคอยน์ทางอ้อมโดยไม่ต้องแตะคริปโตโดยตรง
หาก SEC อนุมัติ กองทุน ETF ทั้งสองตัวอาจเริ่มซื้อขายได้เร็วสุดภายในเดือนกันยายนนี้ แม้กรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก แต่การยื่นขอครั้งนี้สะท้อนภาพชัดว่า ฝั่งการเงินดั้งเดิมกำลังเร่งทดลอง ‘ผสม’ ระหว่างผลิตภัณฑ์ทุนแบบเก่าอย่างหุ้น กับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิตคอยน์มากขึ้นเรื่อย ๆ
ความเคลื่อนไหวของแฟรงคลิน เทมเพิลตัน ยังสอดคล้องกับทิศทางของ บล랙ร็อก(BlackRock) ที่เพิ่งเปิดตัว ‘อินคัม ETF’ ซึ่งออกแบบมาเพื่อ ‘เก็บเกี่ยวความผันผวนของบิตคอยน์ให้กลายเป็นรายได้’ กองทุนดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันอย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลในตลาด ปัจจุบัน ETF บิตคอยน์สpotสหรัฐ 11 กองทุนที่เปิดตัวในปี 2024 มียอดเงินไหลเข้ารวมกันมากกว่า 53,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 81 ล้านล้านวอน แสดงให้เห็นว่าดีมานด์จากฝั่งสถาบันยังคงหนาแน่น
ด้านราคาตลาด ‘บิตคอยน์’ ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะคึกคักเต็มตัว หลังจากทำจุดสูงสุดแถว 126,000 ดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ปัจจุบันราคาร่วงกลับมาซื้อขายต่ำกว่าระดับ 62,500 ดอลลาร์ และในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาอ่อนตัวลงมากกว่า 2% เพิ่มแรงกดดันให้ฝั่งกระทิงจับตาแนวรับสำคัญอย่างใกล้ชิด
อเล็กซ์ คูปต์ซิเควิช(Alex Kuptsikevich) หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ตลาดของ FxPro ให้ ‘ความคิดเห็น’ ว่า “หากต้องการรักษาโมเมนตัมฝั่งขาขึ้น ระดับ 61,500 ดอลลาร์จะต้องถูกปกป้องไว้ให้ได้” พร้อมเสริมว่า “หากราคาหลุดลงมา โซน 59,000–60,000 ดอลลาร์จะกลายเป็นเขตแนวรับหลักถัดไป” สะท้อนมุมมองว่าตลาดกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสินใจเชิงเทคนิคที่สำคัญ
อีกปัจจัยที่อาจเพิ่มความผันผันราคาในระยะสั้น คือสภาพคล่องที่บางลงจากวันหยุด ‘จูนทีนธ์(Juneteenth)’ ในสหรัฐ ซึ่งตลาดทุนหลายแห่งปิดทำการ ส่งผลให้ปริมาณซื้อขายลดลง และอาจขยายแรงเหวี่ยงของราคาในช่วงสั้นให้รุนแรงกว่าปกติ
แม้อยู่ในสภาวะตลาดอ่อนตัว การยื่น ETF บิตคอยน์แบบ DRIP ของแฟรงคลิน เทมเพิลตันครั้งนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสถาบันยังไม่ถอยห่างจาก ‘บิตคอยน์’ ตรงกันข้าม พวกเขากำลังมองหาวิธีผูกบิตคอยน์เข้ากับพอร์ตสินทรัพย์ดั้งเดิมอย่างหุ้นมากขึ้น ‘ความคิดเห็น’ ของหลายฝ่ายในวงการคือ หากกองทุนสไตล์ ‘หุ้น + คริปโต’ เริ่มติดตลาดและได้รับการยอมรับจากผู้จัดสรรสินทรัพย์รายใหญ่ เราอาจได้เห็นรูปแบบใหม่ของการถือครองบิตคอยน์กลายเป็น ‘มาตรฐาน’ สำหรับสถาบันในระยะยาว
ความคิดเห็น 0