Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

บิตคอยน์(BTC) เผชิญแรงกดดันใหม่ เหรียญขาดทุนพุ่ง 10.8 ล้าน BTC-เงินไหลออก Spot ETF 1.8 พันล้านดอลลาร์

บิตคอยน์(BTC) เผชิญแรงกดดันใหม่ เหรียญขาดทุนพุ่ง 10.8 ล้าน BTC-เงินไหลออก Spot ETF 1.8 พันล้านดอลลาร์ / Tokenpost

‘บิตคอยน์(BTC)’ กำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่ หลังปริมาณเหรียญที่อยู่ในสถานะ ‘ขาดทุน’ พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุด ขณะที่เงินทุนไหลออกจากกองทุน ETF แบบสปอตในสหรัฐ และท่าทีเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุนในตลาดคริปโตให้เปราะบางมากขึ้น

เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Crypto.com ระบุว่า หลังราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ ร่วงต่ำกว่าระดับ 59,000 ดอลลาร์ ปริมาณเหรียญที่ซื้อไว้ในต้นทุนสูงกว่าราคาปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 10.8 ล้าน BTC หรือคิดเป็น 53.7% ของอุปทานทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนว่าผู้ถือจำนวนมากกำลังอยู่ในภาวะขาดทุนบนกระดาษ และอาจกลายเป็นแรงขายเพิ่มเติมหากราคาฟื้นตัวในระยะสั้น

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการพักฐานธรรมดา แต่สะท้อนถึงแรงสั่นสะเทือนทั้งด้านอุปสงค์อุปทานและภาพเศรษฐกิจมหภาคในเวลาเดียวกัน เมื่อปริมาณ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ที่ติดลบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงที่นักลงทุนจะเร่งขายเพื่อลดความเสียหายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนระยะสั้น ขณะที่ผู้ถือระยะกลางถึงยาวเองก็อาจเริ่มเผชิญแรงกดดันทางจิตวิทยามากขึ้น หากการอ่อนตัวของราคายืดเยื้อ

ด้านกระแสเงินทุนก็ยังส่งสัญญาณไม่ดีนัก รายงานฉบับเดียวกันระบุว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทุน ‘บิตคอยน์(BTC)’ สปอต ETF ในสหรัฐมีเงินไหลออกสุทธิ 1.8 พันล้านดอลลาร์ ส่วนกองทุน ‘อีเธอเรียม(ETH)’ สปอต ETF มีเงินไหลออกอีก 273 ล้านดอลลาร์ และถือเป็นการเร่งตัวขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าอย่างชัดเจน เนื่องจากกองทุนสปอต ETF มักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดความต้องการลงทุนจากสถาบันและตลาดทุนแบบดั้งเดิม การไหลออกครั้งนี้จึงสะท้อนว่าเม็ดเงินกำลังเข้าสู่โหมดป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น

ในแง่ผลตอบแทนรายสินทรัพย์ ภาพรวมยังคงอ่อนแอ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ปรับตัวลง 5.72% ในรอบสัปดาห์ ขณะที่ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ลดลง 7.79% อย่างไรก็ตาม ‘อวาลานช์(AVAX)’ กลับเป็นข้อยกเว้น หลังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของจำนวนที่อยู่ใหม่ในไตรมาส 2 รวมถึงข่าวว่า สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า กำลังนำบล็อกเชนของอวาลานช์ไปทดลองใช้กับโมเดลการจำหน่ายบัตรฟุตบอลโลกปี 2026

ในทางกลับกัน ‘พอลคาดอต(DOT)’ และ ‘ซีแคช(ZEC)’ เป็นสองเหรียญที่เผชิญแรงขายเด่นชัด โดยเฉพาะ ‘ซีแคช(ZEC)’ ที่ถูกประเมินว่าได้รับแรงกดดันจากพฤติกรรมซื้อขายของกลุ่มวาฬและอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งยิ่งเร่งให้ราคาปรับตัวลงหนักกว่าตลาด

ฝั่งนโยบายกำกับดูแล ตลาดยังต้องรับมือกับปัจจัยใหม่ หลังวุฒิสภาสหรัฐอนุมัติกฎหมายห้ามการออกสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง หรือ CBDC เป็นเวลา 4 ปีข้างหน้า แม้มาตรการนี้อาจไม่ได้เป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ ในทันที แต่ก็อาจส่งผลต่อทิศทางการถกเถียงเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบการเงินสหรัฐในระยะถัดไป โดยมีมุมมองว่าบทบาทของสเตเบิลคอยน์ภาคเอกชนและสินทรัพย์แบบกระจายศูนย์อาจถูกจับตามากขึ้น

บรรยากาศมหภาคก็ไม่ได้ช่วยหนุนตลาดคริปโตมากนัก ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก เงินทุนเริ่มไหลออกจากหุ้นเทคโนโลยีและกลุ่ม AI ที่เคยเป็นผู้นำการปรับขึ้นก่อนหน้านี้ ดัชนี Nasdaq ร่วง 4.60% ในรอบสัปดาห์ ถือเป็นผลงานแย่ที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน ขณะที่ S&P 500 ลดลง 1.95% ตรงกันข้ามกับดัชนี Dow Jones ที่เน้นหุ้นคุณค่า ซึ่งยังบวกได้ 0.60% และปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3

การเคลื่อนย้ายเงินทุนจากหุ้นเติบโตไปยังหุ้นเชิงป้องกันถือเป็นสัญญาณของภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงแบบชัดเจน และเพราะ ‘บิตคอยน์(BTC)’ กับสินทรัพย์ดิจิทัลมักมีความสัมพันธ์กับหุ้นเทคในหลายช่วงเวลา การอ่อนตัวของหุ้นกลุ่มนี้จึงกลายเป็นแรงกดดันทางอ้อมต่อตลาดคริปโตด้วย

อีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่นคือกระแสคาดการณ์ว่า OpenAI อาจเลื่อนแผนการเข้าตลาดหุ้นออกไป ซึ่งทำให้ตลาดเริ่มกลับมากังวลเรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ร้อนแรงเกินไป ความกังวลดังกล่าวส่งผลเชิงลบต่อหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และหุ้น AI ในวงกว้าง และยิ่งลดความอยากรับความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วตลาด

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐออกมาแบบคละกัน ดัชนี Core PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อเทียบรายปี และออกมาตรงตามคาด ขณะที่ GDP ไตรมาส 1 ถูกปรับเพิ่มเป็น 2.1% สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังแข็งแรงในระดับหนึ่ง แต่แรงกดดันจากเงินเฟ้อภาคบริการยังไม่หายไป ทำให้เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐยังคงส่งสัญญาณ ‘เข้มงวด’ ต่อไป

ท่าทีดังกล่าวลดความหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็ววัน ซึ่งเป็นข่าวที่ไม่เป็นมิตรกับสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต เพราะตลาดเคยคาดหวังว่าสภาพคล่องที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะช่วยหนุนราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ และเหรียญทางเลือก

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลายลง หลังสหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่รวมถึงการเปิดเส้นทางในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ความกังวลด้านห่วงโซ่อุปทานลดลง และราคาน้ำมันดิบ WTI ถอยลงมาใกล้ระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ราคาพลังงานที่นิ่งลงอาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อได้ แต่ในระยะนี้ตลาดยังให้น้ำหนักกับทิศทางนโยบายการเงินและการจัดพอร์ตสินทรัพย์มากกว่า

ภายในอุตสาหกรรมคริปโตเอง แม้จะมีข่าวการเปิดลงทะเบียนล่วงหน้าของเกมเว็บ3 อย่าง Mane City Mobile แต่ก็ยังไม่มากพอจะพลิกภาพรวมตลาดที่อ่อนแรงได้ สะท้อนว่าช่วงเวลานี้ปัจจัยเฉพาะโครงการมีอิทธิพลน้อยกว่ากระแสเงินทุน ETF ปัจจัยมหภาค และอารมณ์ของนักลงทุนในวงกว้าง

“ความคิดเห็น” ประเด็นสำคัญของตลาดในเวลานี้ยังคงอยู่ที่ ‘สภาพคล่อง’ และ ‘อุปสงค์อุปทาน’ นักลงทุนจึงควรจับตาว่า กองทุน ‘บิตคอยน์(BTC)’ สปอต ETF จะกลับมามีเงินไหลเข้าสุทธิได้หรือไม่ ธนาคารกลางสหรัฐจะส่งสัญญาณผ่อนคลายลงเมื่อใด และหุ้นเทคโนโลยีจะฟื้นตัวได้แค่ไหน เพราะแม้ตลาดอาจเห็นแรงรีบาวด์ระยะสั้นเป็นระยะ แต่การกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจนยังต้องอาศัยการฟื้นตัวของกระแสเงินทุนและความเชื่อมั่นใน ‘บิตคอยน์(BTC)’ เป็นหลัก

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1