Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

บิตคอยน์(BTC) หลุด 60,000 ดอลลาร์ ร่วงแตะ 58,800 ต่ำสุดรอบ 20 เดือน ท่ามกลางเงินไหลออก ETF กดดันราคา

บิตคอยน์(BTC) ร่วงหลุดระดับ 60,000 ดอลลาร์ และไหลลงแตะ 58,800 ดอลลาร์ ทำจุดต่ำสุดในรอบ 20 เดือน ท่ามกลางแรงกดดันจากสัญญาณทางเทคนิคที่อ่อนตัว เงินทุนไหลออกจากกองทุน ETF บิตคอยน์ และความอ่อนไหวต่อปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มขึ้น ทำให้ภาพรวมของบิตคอยน์ในระยะสั้นยังเอนเอียงไปทางขาลงมากกว่าการรีบาวด์

ตามรายงานของ CoinFeed เมื่อวันที่ 26 (เวลาท้องถิ่น) การปรับฐานรอบล่าสุดของบิตคอยน์(BTC) ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากหลายแรงกดดันที่เข้ามาพร้อมกัน ทั้งการหลุดแนวรับสำคัญ กระแสเงินทุนสถาบันที่ชะลอตัว และความกังวลต่อข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังจะประกาศ โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพคล่องตลาดมีแนวโน้มบางลงก่อนวันหยุดสำคัญของสหรัฐ

ข้อมูลที่ CoinFeed รวบรวมระบุว่า ราคาบิตคอยน์(BTC) ลดลงมาอยู่ที่ 58,800 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 20 เดือน ขณะที่ดัชนี ‘ความกลัวและความโลภ’ ลดลงเหลือ 13 สะท้อนว่าตลาดเข้าสู่ภาวะ ‘กลัวอย่างที่สุด’ แล้ว ด้านกระแสเงินทุนในกองทุน ETF บิตคอยน์ตลอด 30 วันล่าสุดอยู่ที่ไหลออกสุทธิ 6,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 9 ล้านล้านวอน ส่วนค่า RSI รายสัปดาห์อยู่ที่ 34 ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงเทคนิคที่บ่งชี้ถึงภาวะอ่อนแรงของราคา

จุดเริ่มต้นของแรงขายรอบนี้คือการที่บิตคอยน์(BTC) หลุดระดับ 60,000 ดอลลาร์ ซึ่งนักลงทุนจำนวนมากมองว่าเป็นแนวรับเชิงจิตวิทยาที่สำคัญ เมื่อระดับดังกล่าวพังลง จึงเกิดทั้งแรงขายตัดขาดทุนและแรงชะลอการเข้าซื้อพร้อมกัน ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์ลดลงราว 8.6% ภายในหนึ่งสัปดาห์ และลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 ภาพนี้ทำให้ตลาดบางส่วนเริ่มมองว่าอาจไม่ใช่แค่การพักฐานธรรมดา แต่เป็นการสั่นคลอนของแนวโน้มหลัก

ในด้านกระแสเงินทุน สัญญาณกดดันยิ่งชัดขึ้น เพราะ CoinFeed ระบุว่ากองทุน ETF บิตคอยน์มีเงินไหลออกสุทธิราว 6,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญ เนื่องจาก ETF เป็นช่องทางหลักที่นักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทจัดการสินทรัพย์ ใช้เข้าถึงบิตคอยน์(BTC) แม้ในวันที่ 23 มิถุนายน จะมีเงินไหลเข้าสุทธิ 39.2 ล้านดอลลาร์ แต่ตลาดยังมองว่าไม่มากพอจะเปลี่ยนทิศทางการไหลออกต่อเนื่องที่ยาวนานถึง 6 สัปดาห์

ปัจจัยมหภาคก็ยังไม่เป็นใจต่อบิตคอยน์(BTC) เช่นกัน หลังตลาดจับตาข้อมูลดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล หรือ PCE ของสหรัฐเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ความกังวลต่อเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยกดดันหุ้นเทคโนโลยี และบิตคอยน์ก็เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสินทรัพย์เสี่ยง แทนที่จะทำหน้าที่เป็น ‘ทองคำดิจิทัล’ อย่างที่บางฝ่ายคาดหวัง ภาพนี้สะท้อนว่าตลาดยังให้น้ำหนักกับบิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์เสี่ยงที่มีความผันผวนสูงมากกว่า

อีกเหตุการณ์ที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาคือการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ หรือ NFP ในวันที่ 3 กรกฎาคม เพราะข้อมูลชุดนี้มีผลโดยตรงต่อความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หากตัวเลขออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด อาจลดโอกาสการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และเพิ่มแรงกดดันต่อบิตคอยน์(BTC) กับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ แต่หากข้อมูลชะลอตัวลง ก็อาจช่วยให้เกิดแรงรีบาวด์ระยะสั้นได้ อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่เงินทุน ETF ยังไหลออกและความเชื่อมั่นยังอ่อนแอ ตลาดอาจยังไม่พร้อมกลับตัวเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ วันหยุดวันชาติสหรัฐในวันที่ 4 กรกฎาคมยังเป็นอีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม เพราะโดยปกติแล้วช่วงก่อนและหลังวันหยุดยาวมักมีปริมาณการซื้อขายลดลง ทำให้สภาพคล่องในตลาดบางลง เมื่อคำสั่งซื้อขายในกระดานมีน้อยลง แรงขายเพียงเล็กน้อยก็สามารถกดราคาให้ผันผวนได้มากกว่าปกติ และอาจทำให้การปรับลงของบิตคอยน์(BTC) ดูรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น

หากดูจากมุมเทคนิค ค่า RSI รายสัปดาห์ที่ 34 ยังไม่ถือว่าเข้าสู่เขตขายมากเกินไปแบบชัดเจนจนต้องเกิดการดีดกลับแรงทันที ขณะที่ดัชนี ‘ความกลัวและความโลภ’ ที่ระดับ 13 ก็ยืนยันว่าบรรยากาศการลงทุนยังเปราะบางมาก แม้ในช่วงแบบนี้มักมีแรงซื้อเก็งกำไรจากนักลงทุนที่มองว่าเป็นจังหวะสะสม แต่หากไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาหนุน การฟื้นตัวก็มักอยู่ได้ไม่นาน และมีโอกาสกลับมาเผชิญแรงขายอีกครั้ง

ท้ายที่สุดแล้ว ปัจจัยทั้งในอดีตและที่กำลังจะเกิดขึ้นยังชี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือกดดันแนวโน้มของบิตคอยน์(BTC) ให้อยู่ในโหมดระมัดระวัง การหลุดระดับ 60,000 ดอลลาร์ เงินทุนสถาบันที่ไหลออกต่อเนื่อง ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่รอประกาศ และสภาพคล่องที่อาจลดลงก่อนวันหยุด ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ตลาดยังให้น้ำหนักกับการปรับลงมากกว่าการฟื้นตัว

อย่างไรก็ดี ภาพลบนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย CoinFeed มองว่า หากบิตคอยน์(BTC) สามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือ 60,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง พร้อมกับเห็นกระแสเงินทุน ETF พลิกกลับมาเป็นบวก และตัวเลขจ้างงานสหรัฐออกมาอ่อนแอกว่าคาด แนวโน้มระยะสั้นก็อาจเริ่มดีขึ้นได้ ดังนั้นสัญญาณที่ตลาดต้องติดตามต่อจากนี้คือ ‘การกลับมายืนเหนือ 60,000 ดอลลาร์’ ทิศทางเงินทุนใน ETF ผลประกาศตัวเลขจ้างงานสหรัฐ และการฟื้นตัวของดัชนีความเชื่อมั่นตลาด

“ความคิดเห็น” ในมุมของตลาดตอนนี้คือ แม้ภาวะ ‘กลัวอย่างที่สุด’ อาจเปิดโอกาสให้เกิดแรงเด้งทางเทคนิคได้บ้าง แต่ตราบใดที่เงินทุนยังไม่กลับมาและปัจจัยมหภาคยังไม่ผ่อนคลาย บิตคอยน์(BTC) ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญแรงขายต่อเนื่องในระยะใกล้มากกว่าการกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นใหม่

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1