หุ้นซีเจ(CJ, 001040) ปิดตลาดวันที่ 18 ที่ตลาดหลักทรัพย์เกาหลี(KOSPI) ที่ 126,900 วอน ลดลง 8.11% จากวันก่อนหน้า ท่ามกลางยอดบริโภคสินค้ากลุ่ม K-ฟู้ดและ K-บิวตี้ในต่างประเทศที่ขยายตัว แต่มูลค่าตลาดรวมของกลุ่มและตัวชี้วัดความสามารถทำกำไรกลับสั่นคลอนไปพร้อมกัน
ตามข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์เกาหลี(Korea Exchange) มูลค่าตลาดของซีเจ กรุ๊ป(CJ Group) ลดลงจาก 21.21 ล้านล้านวอน ณ สิ้นปี 2016 เหลือ 10.8192 ล้านล้านวอนในวันที่ 18 ขณะที่อันดับมูลค่าตลาดของกลุ่มในช่วงเวลาเดียวกันร่วงจากอันดับ 11 มาอยู่ที่อันดับ 25
มูลค่าตลาดคือผลรวมมูลค่าตามราคาตลาดของหุ้นที่จดทะเบียนทั้งหมดของบริษัท ตัวเลขนี้สะท้อนทั้งความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นบริษัทโฮลดิ้งและบริษัทในเครือหลัก ความคาดหวังต่อผลประกอบการ รวมถึงภาระทางการเงิน จึงถูกใช้เป็นดัชนีวัดการประเมินมูลค่าของกลุ่มบริษัทในสายตาตลาด
ซีเจ เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 ว่ารายได้รวมไตรมาส 2 ปีนี้อยู่ที่ 11.5 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 3.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 531.8 พันล้านวอน ลดลง 14.1% และกำไรสุทธิอยู่ที่ 155.6 พันล้านวอน ลดลง 57.2%
แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น แต่กำไรกลับลดลงในสัดส่วนที่มากกว่า สะท้อนว่าการเติบโตของยอดขายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถกลบภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ทำให้ความสนใจของตลาดเปลี่ยนจากอัตราการเติบโตไปสู่คำถามว่าความสามารถทำกำไรจะฟื้นตัวได้หรือไม่
ซีเจ เชอิลเจดัง(CJ CheilJedang, 097950) บริษัทในเครือหลัก เผชิญแรงกดดันจากกำไรที่ลดลงในกลุ่มธุรกิจอาหาร ขณะที่กลุ่มธุรกิจไบโอมียอดขายที่แข็งแกร่ง แต่กำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มอาหารอยู่ที่ 70.9 พันล้านวอน ลดลง 21.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ภาระต้นทุนจากราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นสะท้อนอยู่ในความสามารถทำกำไรของกลุ่มธุรกิจอาหาร แม้ยอดขายในต่างประเทศจะขยายตัวจนช่วยพยุงรายได้ แต่เมื่อทั้งต้นทุนวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยนปรับขึ้นพร้อมกัน อัตรากำไรจากการดำเนินงานก็มีแนวโน้มลดลงได้
ซีเจ โอลีฟยัง(CJ Olive Young) บริษัทในเครือที่ยังไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็มีขนาดธุรกิจใหญ่ขึ้นแต่กำไรสุทธิลดลงเช่นกัน โดยไตรมาส 2 มียอดขาย 1.7977 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 23% แต่กำไรสุทธิอยู่ที่ 135.2 พันล้านวอน ลดลง 6.1%
ชเว จองอุก(Choi Jung-wook) นักวิเคราะห์จากฮันนาซิเคียวริตีส์(Hana Securities) วิเคราะห์ว่า "อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะลดลงด้วย จากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น เช่น การขยายธุรกิจในสหรัฐฯ รวมถึงค่าธรรมเนียมที่ลดลง" ความเห็นนี้ชี้ว่าแม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้น แต่โครงสร้างต้นทุนและค่าธรรมเนียมกำลังกดอัตรากำไรอยู่
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร การตลาด และโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางธุรกิจ ในช่วงที่ธุรกิจขยายไปต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายด้านหน้าร้าน ช่องทางจัดจำหน่าย และการตลาดแบรนด์มักเพิ่มขึ้นก่อน ขณะที่การปรับตัวดีขึ้นของกำไรมักตามมาทีหลัง
ซีเจ วางแผนขยายธุรกิจในอเมริกาเหนือเป็นภารกิจระยะกลางถึงระยะยาวมาโดยตลอด โดยเมื่อวันที่ 16 ตามเวลาเกาหลี บริษัทเปิดเผยเป้าหมายรายได้ในอเมริกาเหนือ 12 ล้านล้านวอนภายในปี 2028 ในงานแถลงข่าว 'Global K-Lifestyle Vision' ที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา
TokenPost เคยรายงานเกี่ยวกับกลยุทธ์ตลาดอเมริกาเหนือของซีเจที่ผนวกธุรกิจอาหาร คอนเทนต์ และความงามเข้าด้วยกันมาก่อนหน้านี้ โดยครั้งนั้นซีเจเปิดเผยแนวคิดที่จะต่อยอดความสนใจที่เกิดจากคอนเทนต์ไปสู่การบริโภคสินค้าอาหารและความงาม
ความสนใจของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ว่าการเติบโตของขนาดธุรกิจในบริษัทในเครือจะนำไปสู่การปรับตัวดีขึ้นของกำไรได้หรือไม่ ชเว จองอุก กล่าวเสริมว่า "กลยุทธ์การขยายธุรกิจไปทั่วโลกอาจเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตได้ แต่หากอัตรากำไรขั้นต้นลดลงพร้อมกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น ความกังวลเรื่องผลประกอบการที่อ่อนแออาจยืดเยื้อออกไป" คำกล่าวนี้สะท้อนความเสี่ยงที่ต้องติดตามควบคู่ไปกับแผนขยายธุรกิจ
ภารกิจถัดไปของซีเจคือการเชื่อมโยงเป้าหมายรายได้ในอเมริกาเหนือและการเติบโตของแต่ละบริษัทในเครือให้กลายเป็นอัตรากำไรที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นและมูลค่าตลาดในวันนี้ นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ยังคงจับตาดูว่าบริษัทจะควบคุมต้นทุนและฟื้นความสามารถทำกำไรได้มากน้อยเพียงใดในระยะต่อไป
ความคิดเห็น 0