รัฐสภาสวิตเซอร์แลนด์เลื่อนการตัดสินใจเรื่องแผนปรับเกณฑ์เงินกองทุนของ UBS ($UBS) ออกไป ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องภาระเงินทุนเพิ่มเติมที่อาจสูงถึงราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ประเด็นหลักอยู่ที่ว่าธนาคารจะต้องหนุนหลังสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทลูกต่างประเทศด้วย 'เงินกองทุนชั้นที่ 1 ส่วนของเจ้าของ' (Common Equity Tier 1: CET1) ซึ่งเป็นเงินกองทุนคุณภาพสูงสุด มากน้อยเพียงใด
คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและภาษีของวุฒิสภาสวิส (Swiss Council of States) มีมติเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ให้พิจารณาเพิ่มเติมแนวทางที่กำหนดให้ธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบอย่าง UBS ต้องตั้งสำรองเงินกองทุน CET1 เต็มจำนวนสำหรับสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทลูกต่างประเทศ ก่อนที่การพิจารณาจะเลื่อนไปเป็นเดือนสิงหาคม โดยเอกสารสาธารณะของรัฐสภาระบุว่าจะมีการประชุมในวันที่ 10-11 สิงหาคมนี้
ก่อนหน้านั้น รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์มีมติอนุมัติร่างแก้ไขกฎหมายธนาคารและกฎระเบียบด้านเงินกองทุนเมื่อวันที่ 22 เมษายน ซึ่งกำหนดให้ธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบต้องหนุนหลังสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทลูกต่างประเทศด้วย CET1 เต็ม 100%
รัฐบาลประเมินว่า UBS จะต้องระดมเงินกองทุน CET1 เพิ่มเติมอีกราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และกำหนดให้กฎระเบียบด้านเงินกองทุนฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027
การปรับเกณฑ์ครั้งนี้เป็นความเคลื่อนไหวต่อเนื่องจากการล่มสลายของเครดิตสวิส (Credit Suisse) ในปี 2023 และการที่ UBS เข้าซื้อกิจการดังกล่าว โดยทางการสวิสต้องการยกระดับมาตรฐานการตั้งสำรองเงินทุน เพื่อลดความเสี่ยงที่ผลขาดทุนของบริษัทลูกในต่างประเทศจะกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของบริษัทแม่
CET1 คือเงินกองทุนหลักของธนาคาร ประกอบด้วยหุ้นสามัญและกำไรสะสมเป็นองค์ประกอบหลัก สามารถรองรับผลขาดทุนได้เป็นลำดับแรก จึงถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการประเมินความมั่นคงทางการเงินของธนาคาร
UBS ออกมาระบุเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2025 ว่าแผนของรัฐบาล 'สุดโต่งเกินไป' และไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมอธิบายว่าหากมีการหักสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทลูกต่างประเทศออกทั้งหมด UBS AG จะต้องถือครอง CET1 เพิ่มอีกราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์
UBS ประเมินว่าหากรวมผลกระทบจากกฎระเบียบด้านเงินกองทุนฉบับใหม่เข้าไปด้วย ยอดความต้องการ CET1 เพิ่มเติมของ UBS AG อาจสูงถึงราว 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมระบุว่าการคุมเข้มกฎระเบียบอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น
อย่างไรก็ตาม บริษัทยืนยันเมื่อวันที่ 22 เมษายน ทันทีหลังการประกาศกฎระเบียบใหม่ว่าจะยังคงแผนคืนทุนให้ผู้ถือหุ้นในปี 2026 ตามเดิม แต่จะทบทวนเป้าหมายผลตอบแทนระยะยาวอีกครั้งเมื่อรายละเอียดและกำหนดเวลาบังคับใช้กฎระเบียบมีความชัดเจนมากขึ้น
ด้านธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (Swiss National Bank: SNB) ประเมินเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมว่า UBS มีเงินกองทุนเพียงพอที่จะรองรับเกณฑ์ตามแผนของรัฐบาลอยู่แล้ว ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ระบุว่าการให้ CET1 คุณภาพสูงหนุนหลังความเสี่ยงจากบริษัทลูกต่างประเทศเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการลดภาระของผู้เสียภาษี
UBS โต้แย้งว่าคำอธิบายของ SNB อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด แม้จะพูดถึงเงินกองทุนก้อนเดียวกัน แต่ทางการให้น้ำหนักไปที่ความสามารถในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ขณะที่ UBS ให้น้ำหนักไปที่การบริหารเงินทุนและความสามารถในการแข่งขัน
ทางเลือกประนีประนอมที่รัฐสภากำลังพิจารณาอยู่ คือการลดสัดส่วนการตั้งสำรอง CET1 ลง หรือยอมรับให้ใช้ 'เงินกองทุนชั้นที่ 1 เพิ่มเติม' (Additional Tier 1: AT1) มาทดแทนได้บางส่วน โดยรอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่าสมาชิกรัฐสภากำลังพิจารณาสัดส่วน CET1 ที่ 70%, 80% และ 50% รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้ AT1
มีการวิเคราะห์ว่าหากใช้เกณฑ์ CET1 ที่ 80% ภาระเงินทุนเพิ่มเติมอาจลดลงเหลือราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่หากใช้เกณฑ์ 50% ธนาคารอาจสามารถดำเนินงานได้ด้วยเงินกองทุนหลักในระดับปัจจุบัน
AT1 คือตราสารเงินกองทุนที่ออกแบบมาให้ตัดจำหน่ายมูลค่าหรือแปลงเป็นหุ้นสามัญเพื่อรองรับผลขาดทุนในยามวิกฤต แต่เนื่องจากในกระบวนการที่ UBS เข้าซื้อกิจการเครดิตสวิสเมื่อปี 2023 ตราสาร AT1 ของเครดิตสวิสถูกตัดจำหน่ายมูลค่าทั้งหมด จึงยังมีความเห็นที่แตกต่างกันว่า AT1 ควรใช้ทดแทน CET1 ได้ในขอบเขตใด
การถกเถียงในสวิตเซอร์แลนด์ครั้งนี้สะท้อนความพยายามหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงของระบบธนาคารกับความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมีทิศทางใกล้เคียงกับความเคลื่อนไหวปรับเกณฑ์เงินกองทุนธนาคารของสหภาพยุโรป ทั้งนี้ รัฐสภาสวิสจะเดินหน้าพิจารณาต่อไป ระหว่างแผนของรัฐบาลที่กำหนดให้ตั้งสำรอง CET1 เต็ม 100% กับแนวทางลดสัดส่วนหรือยอมรับ AT1
ความคิดเห็น 0