ทาร์เก็ต(Target·$TGT) บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ แต่งตั้ง 'ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์' หรือ CAIO คนแรกของบริษัท เพื่อขยายขอบเขตการใช้ AI เชิงสร้างสรรค์จากเดิมที่เน้นแนะนำสินค้าให้ลูกค้า ไปสู่การจัดการสต็อก การทำงานหน้าร้าน และการตัดสินใจทางธุรกิจ
ทาร์เก็ตเปิดเผยเมื่อวันที่ 12 (เวลาเกาหลีใต้) ว่าได้แต่งตั้ง ชานดู แนร์(Chandhu Nair) เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์และรองประธานอาวุโส พร้อมกันนี้ยังตั้ง เพอร์วี ชาห์(Purvi Shah) เป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายประสบการณ์ผู้ใช้ด้วย
แนร์เคยดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายร้านค้า ข้อมูล AI และนวัตกรรมที่ โลว์ส(Lowe's) และเคยผ่านงานที่ สเตเปิลส์(Staples) และ แกป(Gap) มาก่อน
แนร์กล่าวในแถลงการณ์ว่า “เรื่องราวของ AI ที่มีความหมายที่สุดไม่ได้เกิดขึ้นในห้องแล็บ แต่เกิดขึ้นหน้างานจริง” พร้อมระบุว่าเป้าหมายคือ “ทำให้ลูกค้าช้อปปิ้งง่ายขึ้น มอบเครื่องมือที่ดีกว่าให้พนักงาน ช่วยให้ตัดสินใจทางธุรกิจได้มั่นใจขึ้น และนำไอเดียใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น” คำพูดนี้สะท้อนแนวทางที่ทาร์เก็ตต้องการปรับกลยุทธ์ AI ให้เชื่อมโยงกับหน้าร้านจริงและจุดสัมผัสลูกค้ามากขึ้น
แนร์ระบุว่าจะมุ่งเน้นการนำ AI มาใช้ในทาร์เก็ตอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยเป้าหมายที่ระบุไว้ชัดเจนรวมถึงการปรับปรุงการจัดการสต็อกและเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ
การจัดการสต็อกถือเป็นจุดที่ส่งผลทั้งต่อยอดขายและต้นทุนของธุรกิจค้าปลีก หากสินค้าที่ลูกค้าต้องการไม่มีพร้อมขาย ร้านก็เสียโอกาสในการขาย แต่หากคาดการณ์ความต้องการผิดพลาด ก็จะเจอภาระเรื่องส่วนลดและสินค้าค้างสต็อกตามมา
ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ เป็นผู้บริหารระดับสูงที่ดูแลภาพรวมกลยุทธ์ AI การใช้ข้อมูล และทิศทางการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในองค์กร การที่ทาร์เก็ตตั้งตำแหน่งนี้เป็นครั้งแรก ถูกมองว่าเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อรวมการทดลองใช้ AI ที่กระจายอยู่ในแต่ละหน่วยธุรกิจ ให้เป็นระบบปฏิบัติการเดียวกันทั้งองค์กร
ก่อนหน้านี้ทาร์เก็ตนำเครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์มาใช้ในบางส่วนของธุรกิจแล้ว เช่นระบบ 'Target Trend Brain' ที่วิเคราะห์สไตล์ สี และวัสดุที่ลูกค้ามีแนวโน้มมองหา
ในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งปลายปีที่ผ่านมา ทาร์เก็ตเปิดตัวโปรแกรม AI แบบสนทนาเพื่อช่วยลูกค้าหาของขวัญ ถือเป็นตัวอย่างการนำอินเทอร์เฟซแบบสนทนามาผสานกับการค้นหาและแนะนำสินค้า
ผู้ค้าปลีกรายใหญ่หลายรายก็เชื่อม AI เข้ากับทั้งจุดสัมผัสลูกค้าและการดำเนินงานภายในเช่นกัน วอลมาร์ท(Walmart·$WMT) นำเครื่องมือและ AI เอเจนต์ไปใช้ทั้งในร้านค้าและซัพพลายเชน ส่วนแกปประกาศว่าจะร่วมมือกับ กูเกิล เจมิไน(Google Gemini) ในปีนี้ ขณะที่ เบสต์บาย(Best Buy·$BBY) ร่วมมือกับทั้ง โอเพนเอไอ(OpenAI) และกูเกิล
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทาร์เก็ตระบุว่าตนเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่แบบครบวงจรรายแรกที่เปิดให้ช้อปปิ้งผ่านกูเกิลเสิร์ช เจมิไน โคไพลอตของ ไมโครซอฟท์(Microsoft·$MSFT) และ แชตจีพีที(ChatGPT) ซึ่งเป็นการขยายจุดสัมผัสให้ลูกค้าค้นหาและเปรียบเทียบสินค้าได้นอกเหนือจากช่องค้นหาบนเว็บไซต์ของทาร์เก็ตเอง
ในการประกาศครั้งเดียวกันนั้น ทาร์เก็ตระบุว่าในไตรมาสแรกของปีนี้ ยอดผู้เข้าชมที่มาจาก AI เพิ่มขึ้นถึง 2,000% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการเติบโตของยอดเข้าชมจาก AI ในเว็บไซต์ค้าปลีกโดยรวมอยู่ที่ราว 400%
โอเพนเอไอเองก็เคยประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ว่าได้เปิดให้ใช้แอปของทาร์เก็ตภายในแชตจีพีที ฟีเจอร์นี้รองรับทั้งคำแนะนำสินค้าแบบเฉพาะบุคคล ตะกร้าสินค้าที่ใส่ได้หลายรายการ และตัวเลือกรับสินค้าแบบไดรฟ์อัพ รับที่ร้าน หรือจัดส่งถึงบ้าน
การแต่งตั้งครั้งนี้ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าจะช่วยฟื้นยอดขายหรือส่งผลต่อราคาหุ้นของทาร์เก็ตอย่างไร ผลลัพธ์ที่แท้จริงต้องรอติดตามจากตัวชี้วัดต่อไป เช่น อัตราการใช้งานของลูกค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความแม่นยำของการจัดการสต็อกในระยะถัดไป
ความคิดเห็น 0