จีไอเอส (GIS, 306620) ขยายไลน์ผลิตอุปกรณ์สำหรับผลิตตัวเก็บประจุเซรามิกหลายชั้น (MLCC) ที่โรงงานกูมี หลังยอดสั่งซื้ออุปกรณ์ MLCC สายป้อนตลาดปัญญาประดิษฐ์ (AI) พุ่งขึ้นกว่า 3 เท่า
จีไอเอสเปิดเผยเมื่อวันที่ 12 ว่า สายการผลิตหลักอย่างโรงงานอันยางเข้าใกล้ระดับการผลิตเต็มกำลังแล้ว บริษัทจึงวางแผนนำไลน์ผลิตอุปกรณ์ MLCC เพิ่มเติมเข้าไปที่โรงงานกูมี ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาระบุว่า ยอดสั่งซื้ออุปกรณ์หลักสำหรับผลิต MLCC สาย AI เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดค้างส่งมอบสะสมทั้งบริษัทเพิ่มขึ้นราว 180%
การนำไลน์ผลิตเพิ่มเข้าไปที่โรงงานกูมีเป็นการใช้ฐานผลิตที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์ แทนที่จะสร้างโรงงานใหม่ขนาดใหญ่แยกต่างหาก วิธีนี้ช่วยให้บริษัทรองรับคำสั่งซื้ออุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นได้ โดยไม่ต้องแบกภาระการลงทุนสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่มากนัก
'MLCC' คือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่กักเก็บกระแสไฟฟ้าแล้วปล่อยออกมาตามความจำเป็น เพื่อรักษาความเสถียรของกระแสไฟในวงจร ใช้งานอยู่ในสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ และอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์
เซิร์ฟเวอร์และศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI ต้องการชิ้นส่วนสเปกสูงที่รองรับการจ่ายไฟอย่างมีเสถียรภาพ เมื่อแพลตฟอร์มเซิร์ฟเวอร์ AI พัฒนาซับซ้อนขึ้นและมีการผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ความต้องการ MLCC สเปกสูงก็ขยายตัวตามไปด้วย
ซัมซุงอิเลคโทร-แมคานิคส์ (Samsung Electro-Mechanics) ก็กำลังสร้างโรงงานผลิต MLCC สำหรับยานยนต์ในฟิลิปปินส์เช่นกัน โดยบริษัทระบุว่าการขยายการส่งมอบ MLCC สำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI และระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง มีส่วนช่วยให้ผลประกอบการไตรมาส 1 ของปีนี้ดีขึ้น
จีไอเอสอธิบายว่าโรงงานกูมีอยู่ใกล้ฐานผลิตของลูกค้ากลุ่มต้นน้ำ ช่วยลดภาระด้านการขนส่งได้ บริษัทมองว่าจะช่วยให้การส่งมอบ การติดตั้ง และการซ่อมบำรุงทำได้รวดเร็วขึ้นด้วย
บริษัทยังขยายขอบเขตการรองรับลูกค้าต่างประเทศ โดยเดินหน้าจัดตั้งสาขาในฟิลิปปินส์คู่ขนานกันไป เพื่อรองรับฐานผลิตในต่างประเทศของลูกค้าระดับโลก
การขยายกำลังผลิตครั้งนี้เป็นความต่อเนื่องจากการแก้ปัญหาคอขวดในการผลิตที่ดำเนินมาตลอดทั้งปีนี้ บริษัทได้ขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าของโรงงานเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าจากเดิม เพื่อรองรับยอดสั่งซื้อเครื่องตัด MLCC ที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI
งานปรับปรุงระบบไฟฟ้าแรงดันสูงเป็นมาตรการเพื่อเปลี่ยนสายการผลิตทั้งหมดให้เดินเครื่องเต็มกำลัง การนำไลน์ผลิตที่กูมีเข้ามาเพิ่มจะช่วยให้บริษัทมีกำลังรองรับงานประกอบและส่งมอบอุปกรณ์มากขึ้นอีกขั้น
เทรนด์ฟอร์ซ(TrendForce) บริษัทวิจัยตลาด ระบุในรายงานเดือนกรกฎาคมว่า การพัฒนาแพลตฟอร์มเซิร์ฟเวอร์ AI ให้ซับซ้อนขึ้น รวมถึงการผลิตชิปเร่งความเร็ว AI แบบสั่งทำพิเศษที่เพิ่มขึ้น กำลังผลักดันความต้องการ MLCC สเปกสูง
ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมิถุนายน อัตราส่วนคำสั่งซื้อต่อการส่งมอบของมูราตะ(Murata) ซัมซุงอิเลคโทร-แมคานิคส์ และไทโยยูเด็น(Taiyo Yuden) อยู่ที่ 1.30, 1.31 และ 1.25 ตามลำดับ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 ขณะที่อัตราส่วนคำสั่งซื้อต่อการส่งมอบของอุตสาหกรรม MLCC โดยรวมก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.04
หากอัตราส่วนคำสั่งซื้อต่อการส่งมอบสูงกว่า 1 หมายความว่าคำสั่งซื้อใหม่ที่เข้ามามีมากกว่าปริมาณที่ส่งมอบออกไป อย่างไรก็ตาม แต่ละบริษัทมีโครงสร้างสินค้าและเงื่อนไขการผลิตต่างกัน จึงไม่สามารถใช้ตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียวตัดสินขนาดการเติบโตของรายได้จริงได้
ตัวแทนของจีไอเอสกล่าวว่า "การเติบโตของตลาด AI ทั่วโลกทำให้คำสั่งซื้ออุปกรณ์ MLCC เข้ามาต่อเนื่อง จนอัตราการเดินเครื่องของโครงสร้างพื้นฐานการผลิตที่อันยางใกล้แตะขีดจำกัดการรองรับแล้ว" พร้อมระบุว่า "บริษัทจะขยายกำลังการผลิตโดยเน้นสองฐานหลักคืออันยางและกูมี เพื่อเร่งอัตราการแปลงยอดค้างส่งมอบให้เป็นรายได้ พร้อมสร้างการเติบโตทั้งด้านขนาดธุรกิจและความสามารถทำกำไรไปพร้อมกัน" คำกล่าวนี้สะท้อนว่าบริษัทมองการขยายกำลังผลิตเป็นกุญแจสำคัญในการแปลงคำสั่งซื้อที่มีอยู่ให้กลายเป็นรายได้จริงเร็วขึ้น
'ยอดค้างส่งมอบ' หมายถึงปริมาณงานที่มีสัญญาแล้วแต่ยังไม่ส่งมอบและยังไม่รับรู้เป็นรายได้ ช่วงเวลาที่ผลประกอบการจะสะท้อนออกมาจริงขึ้นอยู่กับกำหนดการผลิตและส่งมอบ รวมถึงเงื่อนไขการลงทุนของฝั่งลูกค้า
ความคิดเห็น 0