โมริส อ็อบสท์เฟลด์(Maurice Obstfeld) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันปีเตอร์สันเพื่อเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ (Peterson Institute for International Economics: PIIE) ประเมินว่าการที่สหรัฐฯ เข้าไปช่วยพยุงค่าเงินเยนนั้นไม่น่าจะสร้าง 'ผลลัพธ์ระยะยาว' ได้ เนื่องจากมาตรการที่พยายามสกัดการอ่อนค่าของเยนขัดแย้งกับนโยบายการค้า การคลัง และค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐฯ เอง
ในบทความที่เผยแพร่โดย PIIE เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม (เวลาท้องถิ่น) อ็อบสท์เฟลด์ระบุว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานการเงินของญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อผลักดันให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมอธิบายว่านี่เป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงเพื่อพยุงเงินเยนนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1998
เขากล่าวว่า “สหรัฐฯ มี 'อำนาจ' มหาศาลทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเงิน แต่ก็ไม่สามารถมีทุกอย่างได้พร้อมกัน” ซึ่งสะท้อนว่าการแทรกแซงครั้งนี้เป็นสัญญาณแสดงการสนับสนุนทางการเมืองของสหรัฐฯ ต่อญี่ปุ่น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนสาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้เยนอ่อนค่า
อ็อบสท์เฟลด์อธิบายว่าภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ทิศทางของค่าเงินจะถูกกำหนดโดยนโยบายการเงิน การคลัง และ 'กระแสการค้า' ระยะยาวเป็นหลัก การแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอาจช่วยบรรเทาความผันผวนที่ผิดปกติได้ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่เครื่องมือที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งเชิงนโยบายที่ซ้อนทับกันอยู่
นโยบายการค้าถูกยกให้เป็นจุดขัดแย้งสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์กดดันญี่ปุ่นด้วยมาตรการภาษีและแรงกดดันทางการค้า ในขณะเดียวกันก็พยายามสกัดการอ่อนค่าของเยนไปพร้อมกัน
ญี่ปุ่นตกลงลงทุนในโครงการของสหรัฐฯ มูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ็อบสท์เฟลด์วิเคราะห์ว่าหากปัจจัยอื่นคงที่ กระแสเงินทุนก้อนนี้เองก็อาจกลายเป็นแรงกดดันให้เยนอ่อนค่าลงได้เช่นกัน
สภาพเศรษฐกิจภายในญี่ปุ่นเองก็ถูกระบุว่าเป็นอีกสาเหตุของการอ่อนค่า โดยนโยบายการคลังแบบขยายตัวของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซานาเอะ(Takaichi Sanae) และสัดส่วนหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง กำลังเพิ่มความกังวลให้กับตลาด
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของญี่ปุ่นซึ่งต่ำกว่าสหรัฐฯ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันให้เยนอ่อนค่า สก็อตต์ เบสเซนต์(Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เรียกร้องให้ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย และธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ)ก็ส่งสัญญาณความเป็นไปได้ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน แต่อ็อบสท์เฟลด์ระบุว่าทางการญี่ปุ่นกำลังเผชิญแรงกดดันให้ต้องเลือกระหว่างการควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อกับการรักษาความยั่งยืนทางการคลัง
จุดยืน 'ดอลลาร์แข็งแกร่ง' ของเบสเซนต์ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน อ็อบสท์เฟลด์ระบุว่าการจะผลักดันให้เยนแข็งค่าได้ สหรัฐฯ ต้องยอมรับการอ่อนค่าของดอลลาร์ไปพร้อมกัน และตีความว่าคำพูดของเบสเซนต์ที่แสดงความกังวลต่อการอ่อนค่าของสกุลเงินเอเชียนั้น แท้จริงแล้วเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าต้องการเห็นดอลลาร์อ่อนค่าลงมากกว่าเดิม
เบื้องหลังการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าซื้อเงินเยนยังมีความกังวลเกี่ยวกับตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วย เพราะหากญี่ปุ่นเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จำนวนมากเพื่อปกป้องค่าเงินเยน อาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ผันผวนได้
อ็อบสท์เฟลด์ชี้ว่าทางออกที่แท้จริงของปัญหานี้ไม่ใช่การแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แต่คือการเสริมสร้างวินัยทางการคลังของสหรัฐฯ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของตลาดพันธบัตรรัฐบาล พร้อมระบุว่าควรเริ่มแก้ปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างการขาดดุลการคลังต่อเนื่องของสหรัฐฯ กับบทบาทของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลักของโลกก่อน
การขยายการใช้ 'FIMA Repo' ของธนาคารกลางสหรัฐฯ(Federal Reserve: Fed) ก็กลายเป็นประเด็นถกเถียงเช่นกัน โดย FIMA Repo คือกลไกที่ธนาคารกลางต่างชาตินำพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถือครองอยู่มาวางเป็นหลักประกันเพื่อแลกกับสภาพคล่องดอลลาร์
อ็อบสท์เฟลด์กล่าวว่า “FIMA Repo ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนกิจกรรมบริหารอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารกลางต่างชาติในสถานการณ์ที่ไม่มีภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางการเงินในทันที เพื่อทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลนิ่งขึ้น” เขาคาดการณ์ว่าหากกระทรวงการคลังนำเครื่องมือนี้มาใช้เป็นประจำในฐานะกลไกเสริมสำหรับการทูตทางการเงิน อาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือของ Fed และก่อให้เกิดแรงต้านจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ(Federal Open Market Committee: FOMC)ได้
ความเคลื่อนไหวของเงินเยนยังเชื่อมโยงกับตลาดคริปโตด้วย ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่า หลังการแทรกแซงร่วมซื้อเยนของสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ราคาบิตคอยน์(BTC)ร่วงลงกว่า 2% ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เพราะเมื่อค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ธุรกรรม 'เยนแครีเทรด' ซึ่งเป็นการกู้ยืมเงินเยนไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจะถูกเทขายปิดสถานะ ส่งผลให้ตลาดผันผวนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ดัชนีแครีเทรดตลาดเกิดใหม่ปรับตัวลดลงเพียงประมาณ 1% หลังการแทรกแซงของสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น อ็อบสท์เฟลด์อธิบายเสริมว่า ในการแทรกแซงร่วมเมื่อปี ค.ศ. 1998 ญี่ปุ่นได้ประกาศมาตรการเสริมความแข็งแกร่งของระบบการเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศควบคู่กันไปด้วย แต่ผลกระทบต่อค่าเงินเยนในครั้งนั้นก็ไม่ได้ยั่งยืนในระยะยาวเช่นกัน
ความคิดเห็น 0