มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) เพิ่มการถือหุ้น เซอร์เคิล(CRCL) ในไตรมาสที่ 2 ขึ้นเป็น 8.32 ล้านหุ้น พร้อมทั้งขยายพอร์ต ETF บิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) ไปพร้อมกัน โดยการถือหุ้นกองทุน ไอแชร์ส บิตคอยน์ ทรัสต์ (iShares Bitcoin Trust, IBIT) ของแบล็คร็อค (BlackRock) อยู่ที่ประมาณ 16.5 ล้านหุ้น เพิ่มขึ้น 23% จากไตรมาสแรก
บล็อกบีตส์ (BlockBeats) รายงานเมื่อวันที่ 14 (เวลาท้องถิ่น) โดยอ้างอิงเอกสาร 13F ที่มอร์แกน สแตนลีย์ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ซึ่งมีข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน
การถือหุ้น IBIT ของมอร์แกน สแตนลีย์เพิ่มจากประมาณ 13.4 ล้านหุ้นในไตรมาสแรก เป็นประมาณ 16.5 ล้านหุ้นในไตรมาสที่ 2 แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน ราคาบิตคอยน์ที่ปรับตัวลงทำให้มูลค่าการถือครองส่วนนี้ลดลงจาก 667 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 945,800 ล้านวอน) เหลือ 549 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 778,500 ล้านวอน) หรือลดลงราว 18%
การถือครองผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ยังขยายวงกว้างขึ้นด้วย โดยมอร์แกน สแตนลีย์ถือ MSBT จำนวน 2.57 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 43.3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 61,400 ล้านวอน)
นอกจากนี้ยังเพิ่มการถือครอง เกรย์สเกล บิตคอยน์ มินิ ทรัสต์ (Grayscale Bitcoin Mini Trust), บิตไวส์ บิตคอยน์ อีทีเอฟ (Bitwise Bitcoin ETF) และ ฟิเดลิตี้ FBTC (Fidelity FBTC) โดยเฉพาะ FBTC ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 38%
ฝั่งอีเธอเรียมก็ไม่น้อยหน้า การถือครอง ETHA เพิ่มขึ้นประมาณ 202% เป็น 4.6 ล้านหุ้น ส่วน เกรย์สเกล อีเธอเรียม สเตกกิ้ง มินิ อีทีเอฟ (Grayscale Ethereum Staking Mini ETF) เพิ่มขึ้นประมาณ 26% เป็น 5.1 ล้านหุ้น
มอร์แกน สแตนลีย์ยังเริ่มเข้าถือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ โซลานา(SOL) เป็นครั้งแรก โดยสร้างสถานะใหม่ใน เกรย์สเกล โซลานา สเตกกิ้ง อีทีเอฟ (Grayscale Solana Staking ETF) และ ฟิเดลิตี้ โซลานา ฟันด์ (Fidelity Solana Fund) มูลค่าประมาณ 4.25 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6,000 ล้านวอน) และ 2.26 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,200 ล้านวอน) ตามลำดับ
ในหมวดหุ้นรายตัว การเพิ่มการถือหุ้น เซอร์เคิล(CRCL) ถือว่า 'โดดเด่นที่สุด' โดยมอร์แกน สแตนลีย์เพิ่มการถือหุ้นจากประมาณ 1.46 ล้านหุ้น เป็น 8.32 ล้านหุ้น
การถือครองหุ้นบริษัทเหมืองและโครงสร้างพื้นฐานคริปโตก็เพิ่มขึ้นบางส่วนเช่นกัน กลุ่มที่ถูกเพิ่มน้ำหนักได้แก่ ไซเฟอร์ ดิจิทัล (Cipher Digital), คอร์ ไซเอนทิฟิก(CORZ), ฮัท 8 (Hut 8) และ บิทเดียร์ (Bitdeer)
ในทางกลับกัน การถือหุ้น คอยน์เบส(COIN) และ คลีนสปาร์ค(CLSK) ลดลง โดยมอร์แกน สแตนลีย์ลดการถือหุ้นคอยน์เบสลงประมาณ 550,000 หุ้น ส่วนคลีนสปาร์คลดลงมากกว่า 3.1 ล้านหุ้น
สถานะใน บิทฟาร์มส์ (Bitfarms) ถูกเคลียร์ทิ้งทั้งหมด โดยมีรายงานว่ามอร์แกน สแตนลีย์ขายหุ้นบิทฟาร์มส์ที่ถืออยู่ประมาณ 8 ล้านหุ้นออกจนหมด
เอกสาร 13F คือรายงานการถือครองหลักทรัพย์ที่นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ในสหรัฐฯ ต้องยื่นทุกไตรมาส แสดงสถานะการถือหุ้นและ ETF ที่จดทะเบียน แต่ก็มีข้อจำกัดตรงที่ข้อมูล ณ เวลาที่ยื่นเอกสารมักล่าช้ากว่าวันที่อ้างอิงไปพอสมควร
การเปิดเผยครั้งนี้มีนัยสำคัญตรงที่สะท้อนการเพิ่มความเสี่ยงต่อสินทรัพย์ดิจิทัลผ่าน ETF และบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง มากกว่าการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง ทั้งนี้ ธนาคารแห่งชาติแคนาดา (National Bank of Canada) ก็เคยรายงานสถานะที่เกี่ยวข้องกับคริปโตในลักษณะเดียวกัน โดยจำกัดอยู่เฉพาะ ETF ที่จดทะเบียน 4 กองทุนเท่านั้น ไม่ใช่การถือโทเคนโดยตรง
การที่สถาบันเพิ่มการถือครอง ETF สะท้อนว่าวิธีเข้าถึงตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้มีแค่การถือครองแบบสปอตหรือการซื้อขายผ่านตลาดแลกเปลี่ยนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การเพิ่มหรือลดน้ำหนักใน ETF และหุ้นแต่ละตัวควรตีความในฐานะ 'ภาพรวมพอร์ตโฟลิโอ ณ วันที่ 30 มิถุนายน' ไม่ใช่การคาดการณ์ทิศทางราคาในอนาคต
ความคิดเห็น 0