ตัวเลขผลิตภาพแรงงานสหรัฐฯ กลายเป็นปัจจัยที่อาจสั่นคลอนทั้งความคาดหวังต่อการเติบโตจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) และทิศทางอัตราดอกเบี้ยไปพร้อมกัน ออสตัน กูลส์บี(Austan Goolsbee) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) สาขาชิคาโก เตือนว่าหากความคาดหวังต่อผลิตภาพจาก AI วิ่งนำหน้าตัวเลขจริงมากเกินไป อาจย้อนกลับมาเป็นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย
กูลส์บีระบุในสุนทรพจน์ที่เตรียมไว้สำหรับการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น(Bank of Japan) ร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจการเงิน (IMES) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่าความคาดหวังต่อการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพในอนาคตอาจทำให้การใช้จ่ายและการลงทุนในปัจจุบันเร่งตัวขึ้นก่อนเวลาอันควร หากการใช้จ่ายพุ่งขึ้นก่อนที่ผลิตภาพจะดีขึ้นจริง เศรษฐกิจอาจร้อนแรงเกินไป
เขาเปรียบเทียบการปรับตัวดีขึ้นของผลิตภาพสหรัฐฯ ในทศวรรษ 1990 กับกระแส AI ในปัจจุบันว่าแตกต่างกัน หากผลิตภาพดีขึ้นแบบที่ตลาดไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า จะช่วยลดแรงกดดันด้านราคาและสอดคล้องกับเหตุผลในการลดดอกเบี้ย แต่ถ้าตลาด ‘ตั้งราคาล่วงหน้า’ ไปกับการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพในอนาคตตั้งแต่ตอนนี้ ก็อาจสร้างแรงกดดันด้านดอกเบี้ยในทิศทางตรงกันข้ามได้
ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ(Bureau of Labor Statistics, BLS) ผลิตภาพแรงงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 ปี 2026 เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบเป็นอัตรารายปีจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น 1.7% และชั่วโมงการทำงานเพิ่มขึ้น 0.3% ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนอัตราการเติบโตของผลิตภาพในไตรมาส 1 ถูกปรับขึ้นจาก 0.3% เป็น 0.8%
ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยก็ขยับตามไปด้วย โดยต้นทุนแรงงานต่อหน่วยนอกภาคเกษตรในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 1.3% และค่าตอบแทนต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น 2.7% คำถามที่ว่าการปรับตัวดีขึ้นของผลิตภาพจะแข็งแกร่งพอดูดซับแรงกดดันด้านต้นทุนได้ทั้งหมดหรือไม่ กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย
ผลิตภาพแรงงานหมายถึงผลผลิตต่อชั่วโมงการทำงาน หากสามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้นในเวลาเท่าเดิม ก็อาจช่วยลดแรงกดดันด้านราคาได้ แต่หากความคาดหวังวิ่งนำหน้าจนกระตุ้นอุปสงค์และการลงทุนก่อน ก็อาจเกิดผลตรงกันข้ามในระยะสั้น
ตัวเลขเหล่านี้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า AI สร้างการก้าวกระโดดด้านผลิตภาพในวงกว้างแล้ว ธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) ระบุใน FEDS Notes เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ว่าตลาดการเงินมีความอ่อนไหวอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงกระแสข่าว AI แต่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในวงกว้างด้านผลผลิตและตลาดแรงงานยังปรากฏให้เห็นอย่างจำกัด
ธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) สาขาบอสตันก็ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ว่า AI ยังไม่ใช่แรงขับเคลื่อนโดยตรงของการพุ่งขึ้นของผลิตภาพสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ยังเปิดทางไว้สำหรับความเป็นไปได้ที่ผลิตภาพจะดีขึ้นในอนาคต ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ประโยชน์ระยะยาวของ AI เอง แต่อยู่ที่ช่องว่างด้านความเร็วระหว่างความคาดหวังกับข้อมูลจริง
ปัญหานี้ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายของธนาคารกลางยากขึ้น เพราะหากการลงทุนด้าน AI กระตุ้นความคาดหวังการเติบโตไปพร้อมกับดันอุปสงค์ระยะสั้นและการใช้จ่ายด้านทุนให้เพิ่มขึ้น แรงกดดันด้านราคาก็อาจยังคงอยู่ก่อนที่ผลของการปรับตัวดีขึ้นด้านผลิตภาพจะปรากฏจริง ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานบทวิเคราะห์ที่ระบุว่าการแข่งขันด้านเงินทุน AI อาจสร้างแรงกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ตลาดคริปโตจับตาคำเตือนของกูลส์บี เพราะบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) มักเคลื่อนไหวไปตามความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องของดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าปัจจัยด้านเทคโนโลยีเฉพาะตัว แม้ความคาดหวังต่อ AI จะช่วยหนุนความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง แต่หากตัวเลขผลิตภาพไม่สามารถสนับสนุนความคาดหวังนั้นได้ การถกเถียงเรื่องทิศทางดอกเบี้ยก็อาจกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้กูลส์บีเคยระบุว่าเงินเฟ้อเป็นปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่ง TokenPost เคยรายงานว่าหากเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย ความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินอาจอ่อนแรงลง และอาจกลายเป็นภาระต่อสภาพแวดล้อมด้านสภาพคล่องของสินทรัพย์เสี่ยง
ในตลาดยังมีมุมมองที่แตกต่างออกไปเช่นกัน บางฝ่ายมองว่า AI ยังไม่สะท้อนอยู่ในตัวเลขผลิตภาพเชิงมหภาคมากพอ แต่กระแสการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพการทำงานและโครงสร้างต้นทุนขององค์กรยังคงดำเนินต่อไป ในทางกลับกัน ธนาคารกลางมีแนวโน้มที่จะรอดูข้อมูลจริงมากกว่าจะรีบสรุปว่าผลิตภาพดีขึ้นแล้วล่วงหน้า
คำเตือนครั้งนี้ไม่ใช่การปฏิเสธคุณค่าของ AI แต่เป็นการเตือนว่ากระบวนการที่ตลาด ‘จองราคาล่วงหน้า’ ก่อนที่ผลิตภาพจะดีขึ้นจริง อาจทำให้ความคาดหวังด้านเงินเฟ้อและดอกเบี้ยแกว่งตัวได้
สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ(BLS) มีกำหนดเปิดเผยตัวเลขผลิตภาพและต้นทุนฉบับปรับปรุงประจำไตรมาส 2 ปี 2026 ในวันที่ 3 กันยายน เวลา 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: เฟดสาขาชิคาโก, BLS, FEDS Notes ของเฟด, เฟดสาขาบอสตัน
ความคิดเห็น 0