โจชัว คุชเนอร์ (Joshua Kushner) ผู้ก่อตั้งธไรฟ์แคปิตอล (Thrive Capital) ออกมาย้ำเรื่องวินัยการลงทุน ท่ามกลางกระแสความคึกคักด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในซิลิคอนแวลลีย์ โดยไม่ได้ปฏิเสธโอกาสของ AI แต่ชี้ว่าต้องแยกให้ออกระหว่างการเติบโตที่รวดเร็วกับราคาการลงทุนที่เหมาะสม
เทคครันช์ (TechCrunch) รายงานว่า คุชเนอร์ระบุในจดหมายถึงนักลงทุนฉบับแรกว่าโอกาสของ AI นั้นใหญ่มาก แต่เขียนว่า “การปล่อยให้ความตื่นเต้นมาบั่นทอนวินัยการลงทุน ถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่” คุชเนอร์ระบุว่าตลาดแกว่งไปมาระหว่างความกลัวและความคลั่งไคล้ แต่ไม่มีด้านใดที่ใช้แทนการตัดสินใจได้
เขาอธิบายว่าไม่ใช่บริษัทที่เติบโตเร็วทุกแห่งจะเป็นบริษัทพิเศษ และแม้แต่บริษัทพิเศษก็ไม่ได้เป็นการลงทุนที่ดีในทุกราคา คำพูดนี้สะท้อนความระมัดระวังต่อภาวะร้อนแรงเกินไปของการลงทุนใน AI ขณะเดียวกันก็ยอมรับขนาดของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้น
ธไรฟ์แคปิตอลมีประวัติการลงทุนในช่วงต้นกับโอเพนเอไอ (OpenAI) แอนดูริล (Anduril) และสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) กองทุนระยะเริ่มต้นที่ตั้งขึ้นในปี 2022 ด้วยมูลค่า 516 ล้านดอลลาร์ มีมูลค่าประเมินเกิน 3,700 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายนปีนี้
ในจดหมายฉบับดังกล่าว ธไรฟ์แคปิตอลระบุว่าปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวม 60,000 ล้านดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) รวมของทุกกองทุนอยู่ที่ 41% ขณะที่ IRR สุทธิอยู่ที่ 33%
ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา บริษัทคืนสภาพคล่องให้นักลงทุนแล้วกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ และในจดหมายยังระบุว่าอาจมีสภาพคล่องเพิ่มเติมอีกหลายพันล้านดอลลาร์ในไตรมาสต่อ ๆ ไป
รูปแบบการลงทุนของธไรฟ์แคปิตอลก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ บลูมเบิร์ก (Bloomberg) ประเมินว่าบริษัทจัดสรรเงินทุนราวร้อยละ 90 ของแต่ละกองทุนไปยัง 15 การลงทุนอันดับต้น ๆ ซึ่งต่างจากแนวทางร่วมทุนแบบซิลิคอนแวลลีย์ทั่วไปที่กระจายเดิมพันไปในหลายบริษัท แล้วหวังพึ่งความสำเร็จขนาดใหญ่เพียงไม่กี่รายมาชดเชยผลขาดทุน
คุชเนอร์อธิบายว่าแม้บริษัทจะลงทุนข้ามช่วงการเติบโต อุตสาหกรรม และภูมิภาคได้ แต่จะทุ่มเวลา เงินทุน และพลังงานให้กับคนและไอเดียเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น สะท้อนแนวทางที่แม้แต่ในสาย AI ก็ยังให้น้ำหนักกับความสามารถในการแข่งขันของแต่ละบริษัทและราคาที่เข้าลงทุน มากกว่าตัวธีมของอุตสาหกรรมเอง
ข้อความนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ AI ของธไรฟ์ โฮลดิ้งส์ (Thrive Holdings) ซึ่งโอเพนเอไอเข้าถือหุ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2025 พร้อมประกาศความร่วมมือนำ AI ไปใช้ในธุรกิจบัญชีและบริการไอที
ในตอนนั้นโอเพนเอไอระบุว่าจะส่งบุคลากรฝ่ายวิจัย ผลิตภัณฑ์ และวิศวกรรมเข้าไปช่วยบริษัทในเครือธไรฟ์ โฮลดิ้งส์ เพื่อเพิ่มความเร็ว ความแม่นยำ และประสิทธิภาพด้านต้นทุน ขณะที่ธไรฟ์ โฮลดิ้งส์ระบุว่าจะถือครองบริษัทบัญชีและบริการไอทีในระยะยาว พร้อมออกแบบขั้นตอนการทำงานภายในใหม่โดยยึด AI เป็นแกนกลาง
ธไรฟ์ โฮลดิ้งส์อธิบายในบทความทางการชื่อ “Long Humans” ว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่ช่วยลดงานที่ทำซ้ำ ๆ และทำให้การตัดสินใจ ความสัมพันธ์ และความเชี่ยวชาญมีความสำคัญมากขึ้น ในแพลตฟอร์มด้านบัญชี เอเจนต์ AI ช่วยยื่นภาษีได้เร็วขึ้น 30% ด้วยความแม่นยำสูงถึง 98% ส่วนในบริษัทบริการไอที เอเจนต์ AI สามารถแก้ปัญหาคำร้องเฮลป์เดสก์ได้เองครึ่งหนึ่งของทั้งหมด
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของธไรฟ์แคปิตอลก็ไม่ได้ห่างไกลจากการลดการลงทุนใน AI แต่อย่างใด ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ธไรฟ์แคปิตอลเข้าซื้อหุ้นอเมซอนมูลค่าประมาณ 215 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ธไรฟ์ โฮลดิ้งส์ระดมทุนได้ 2,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ผนวก AI เข้ากับการดำเนินงานของบริษัทบริการที่มีอยู่เดิม โดยครั้งนั้นบริษัทได้รับการประเมินมูลค่าที่ 12,000 ล้านดอลลาร์
ใจความสำคัญของจดหมายฉบับนี้คือการให้น้ำหนักกับราคาและวินัยมากกว่าตัวโอกาสของ AI เอง ข้อความของคุชเนอร์ไม่ใช่คำเตือนให้เลิกมองบวกต่อ AI แต่เป็นการตั้งคำถามว่าเม็ดเงินร่วมทุนขนาดใหญ่ที่ไหลเข้าสู่ AI ควรพิจารณาวิธีการและเกณฑ์ราคาใหม่อีกครั้งหรือไม่
ความคิดเห็น 0